"คุณกำลังโกหก หรือแค่ลืมไปแล้วว่าความจริงที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่คะ ศิลา?"
รินรดาขว้างปิ่นปักผมเงินโบราณลงบนโต๊ะไม้โอ๊กจนเกิดเสียงกระทบดังสนั่น ความสั่นไหวในดวงตาของเธอไม่ได้มาจากความโกรธ แต่มันคือความร้าวรานที่ถูกขยี้ซ้ำจนแทบแหลกสลาย ปลายนิ้วของเธอที่เพิ่งสัมผัสวัตถุชิ้นนั้นยังคงสั่นระริก ภาพนิมิตสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าของแม่ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ... และเงาร่างของคนที่ยืนมองดูเหตุการณ์นั้นอย่างเยือกเย็น ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากชายที่เธอนั่งอยู่ตรงหน้า
ศิลานั่งนิ่งดุจรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก เขายังคงจัดวางเอกสารในแฟ้มตรงหน้าด้วยท่าทีสงบ ราวกับเสียงตวาดของหญิงสาวเป็นเพียงลมพัดผ่านหน้าต่างบานสูงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เขาหยุดมือช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหว แต่มันกลับลึกโหลจนน่ากลัว
"ความทรงจำบางอย่าง... มันเหมือนวัตถุโบราณที่เปราะบางเกินไปรินรดา" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ "ถ้าคุณพยายามจะแกะลอกรอยสนิมออก คุณอาจจะทำลายทั้งชิ้นงานไปตลอดกาล"
"แต่มันเป็นความจริงของชีวิตฉัน!" รินรดาแค่นหัวเราะ หยาดน้ำตาเม็ดเล็กเอ่อคลอเบ้า "คุณเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของคนอื่นไว้ในตู้กระจกอย่างดีเยี่ยม แต่กลับฝังกลบความตายของแม่ฉันไว้ใต้รากฐานของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณคิดว่าฉันควรจะขอบคุณหรือสาปแช่งคุณดีคะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันโอ่อ่า มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของทั้งสองที่ดูจะดังแข่งกับเสียงหัวใจของรินรดาที่เต้นเร้า เธอเริ่มตระหนักได้ว่าความโดดเดี่ยวที่เธอพยายามหนีมาตลอดชีวิต ไม่ใช่การอยู่คนเดียว แต่มันคือการอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เต็มไปด้วยปริศนา โดยที่ไม่มีใครกล้าหยิบยื่นความจริงที่ไร้หน้ากากให้เธอเลย
ศิลายันกายขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเธอ กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำมันสนที่ติดตัวเขาทำให้นึกถึงอดีตที่รินรดาพยายามไขว่คว้า มือของเขาเอื้อมมาใกล้ แต่แล้วกลับหยุดชะงักลงเพียงแค่อากาศคั่นกลาง
"ความโดดเดี่ยวที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การไร้คนข้างกาย" เขาพึมพำ น้ำเสียงคราวนี้แฝงไปด้วยความรวดร้าวที่รินรดาไม่เคยสัมผัสมาก่อน "แต่คือการตื่นขึ้นมาในทุกเช้า แล้วพบว่าคนที่คุณเชื่อใจที่สุด... คือคนที่คุณควรจะหวาดกลัวมากที่สุดต่างหาก"
รินรดาหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่ใกล้จนปลายจมูกแทบชิดกันทำให้เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของเขา มันเป็นภาพหญิงสาวที่แตกสลายและหลงทาง เธอพยายามจะถอยหนี แต่ศิลาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรง แต่มันแฝงไปด้วยความโหยหาที่ยากจะตีความ
"อย่าพยายามรู้จักฉันมากกว่านี้เลยรินรดา" เขาเตือนสติ "เพราะสิ่งที่อยู่ในเงามืดของบันทึกเล่มสุดท้าย มันจะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล... คุณอาจจะไม่มีวันกลับมาเป็นคนเดิมที่อยากรู้ความจริงอีกต่อไป"
"ถ้าการรู้ความจริงต้องแลกด้วยการสูญเสียตัวเองไป ฉันก็จะขอเลือกเป็นคนใหม่ที่เจ็บปวด ดีกว่าเป็นคนโง่ที่หลงทางอยู่ในนิมิตลวงตาของพวกคุณ!"
เธอกระชากข้อมือออกก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องทำงาน แต่ทันใดนั้น แสงไฟภายในห้องก็วูบดับลงพร้อมกับเสียงล็อคประตูดัง 'กริ๊ก' รินรดาชะงักค้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เธอหันกลับไปมองศิลาที่ยืนอยู่ในความมืดสนิท ทว่าในวินาทีนั้นเอง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องกระจกเพดานก็สาดส่องลงมา เผยให้เห็นบุคคลที่สามที่ยืนอยู่มุมมืดของห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้
เงาร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมห้อง แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา รินรดาถึงกับเข่าทรุดเมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นคือใคร
"พ่อ...?" เธอครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในมือของชายที่ควรจะเสียชีวิตไปนานแล้วนั้น กลับถือปิ่นปักผมเล่มเดียวกันกับที่รินรดาเพิ่งโยนลงบนโต๊ะ และเขากำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... เหมือนกับคนตายที่เพิ่งฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกลบเลือนไป
กำมะหยี่สีแดงหวังว่ารี้ดที่รักจะยังคงไม่วางสายตาจากปริศนาที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในบทนี้นะคะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 34
แสงสุดท้าย
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!