รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 33

ความทรงจำที่แตกสลาย

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“วางมีดนั่นลงเถอะรินรดา สิ่งที่เธอจะพบข้างหลังบานประตูนี้... มันไม่มีวันทำให้ความเจ็บปวดในใจเธอจางหายไปได้หรอก” ศิลาเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่าเล็กน้อย มือของเขาเอื้อมหมายจะแตะไหล่หญิงสาว แต่รินรดาเบี่ยงตัวหลบด้วยอาการที่เด็ดเดี่ยว แววตาของเธอในยามนี้แข็งกร้าวดั่งเศษแก้วที่พร้อมจะกรีดลึกไปถึงหัวใจคนรอบข้าง “ศิลา... คุณบอกว่ารู้จักพ่อฉันดีนักหนาไม่ใช่เหรอ?” รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นสะท้านไม่แพ้กัน “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องรู้ว่าทำไมท่านถึงทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ ทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ในป่าที่ไม่มีใครหาเจอ... ทิ้งฉันไว้กับความว่างเปล่า” เธอดันบานประตูไม้เก่าผุที่คัดค้านด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู กลิ่นอับชื้นของกาลเวลาและกลิ่นกระดาษเก่าลอยมาปะทะจมูกทันที รินรดาแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกกักขังไว้ด้วยฝุ่นผงและเงามืด ที่นี่คือที่พักลับของพ่อ... ชายผู้ที่เธอเคยเชื่อมาตลอดชีวิตว่าเป็นเพียงนักวิชาการผู้เพิกเฉยต่อครอบครัว แสงไฟจากคบเพลิงในมือศิลาวูบไหว กวาดผ่านผนังห้องที่เต็มไปด้วยภาพร่างทางเรขาคณิตแปลกประหลาด และรอยจารึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นบันทึกของคนธรรมดา มันไม่ใช่แค่ที่พัก... แต่มันคือห้องทดลองแห่งการปลดแอก รินรดาเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ตัวกลาง มือเรียวสั่นเทาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาที่วางอยู่บนนั้นขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสปกหนังที่หยาบกร้าน ภาพนิมิตก็กระชากวิญญาณเธอไปสู่ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอ—ภาพของพ่อที่กำลังยืนร้องไห้ขณะกอดแม่ไว้ในอ้อมแขน ในมือของเขาถือวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งที่ส่องแสงสีเงินยวง... มันคือชิ้นส่วนของรอยจารึกที่เธอตามหามาตลอด *‘ถ้าฉันไม่ทำ... เธอก็จะไม่มีทางรอด’* เสียงของพ่อในนิมิตก้องกังวานขึ้นมา รินรดาสะดุ้งเฮือก ปล่อยสมุดเล่มนั้นร่วงลงสู่พื้น เสียงกระดาษร่วงหล่นดังสนั่นในความเงียบ เธอหอบหายใจถี่ด้วยความตื่นตระหนก ความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นนั้นหนักอึ้งและแหลมคม แรงจูงใจของพ่อไม่ใช่การหนี... แต่เป็นการเสียสละเพื่อปกป้องแม่ และสุดท้าย... เพื่อปกป้องตัวเธอเองจากคำสาปที่ฝังอยู่ในสายเลือด “ท่านไม่ได้ทิ้งเธอไปเพื่อความเห็นแก่ตัว รินรดา” ศิลาเดินเข้ามาใกล้ สังเกตเห็นหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนพื้นไม้ “ท่านค้นพบว่าวัตถุโบราณเหล่านั้นมีชีวิต และมันหิวกระหาย... ยิ่งเธอมองเห็นมันได้ชัดเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเข้าใกล้จุดจบที่แม่ของเธอเคยเผชิญมากขึ้นเท่านั้น” “แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกฉัน!” รินรดาตะโกนลั่น ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือนตามอารมณ์ของเธอ วัตถุในห้องเริ่มขยับเขยื้อน ราวกับว่าสิ่งของเหล่านั้นรับรู้ถึงความโศกเศร้าที่กำลังระเบิดออกมา “ทำไมต้องปล่อยให้ฉันเข้าใจผิด ทำไมต้องปล่อยให้ฉันเกลียดท่านจนวันตาย!” ศิลาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัว เขาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แต่หนักแน่นพอที่จะหยุดความบ้าคลั่งนั้น “เพราะความรักที่ท่านมีให้เธอมันเหนือกว่าการถูกเข้าใจ... ท่านยอมให้ลูกสาวเกลียด ดีกว่ายอมให้ลูกสาวเห็นความจริงแล้วต้องแบกรับมันไว้จนวิญญาณแตกสลายเหมือนท่าน” ในวินาทีนั้นเอง แสงไฟจากคบเพลิงในมือศิลาก็ดับวูบลงอย่างปริศนา ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดสนิท รินรดารู้สึกถึงไอเย็นที่แล่นผ่านต้นคอ ไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่เป็นสัมผัสที่คุ้นเคย... สัมผัสที่เหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังยืนซ้อนหลังเธออยู่ “ศิลา... คุณไม่ได้มาที่นี่คนเดียวใช่ไหม” รินรดาถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ ก่อนที่ศิลาจะได้ตอบอะไร ประตูด้านหลังที่เพิ่งปิดลงไปก็ถูกกระชากเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงของบุคคลที่สามที่ดังขึ้นในความมืด น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเยือกเย็นจนทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ “ฉันบอกแล้วไงศิลา ว่าถ้าคนตระกูลนี้ได้เห็นความทรงจำของพ่อมันเมื่อไหร่... ทุกอย่างที่เราสร้างมาจะพังพินาศในพริบตา” บุคคลลึกลับก้าวเข้ามาในห้อง แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านรอยแตกของหลังคาอาบลงบนใบหน้าของเขาคนนั้น... ใบหน้าที่รินรดาจำได้ดีที่สุดในฐานะคนที่เธอเคยคิดว่าเป็น 'ผู้ล่วงลับ' ไปนานแล้ว ขอให้รี้ดเดอร์ทุกท่านดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดและเป็นกำลังใจให้รินรดาในตอนต่อไปด้วยนะคะ กำมะหยี่สีแดง
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%