“คุณกำลังโกหกศิลา!”
รินรดากระแทกแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำลงบนโต๊ะไม้โอ๊กของภัณฑารักษ์หนุ่ม เสียงนั้นดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า เธอหอบหายใจถี่ สายตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้วาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวและรอยร้าวแห่งความผิดหวัง
ศิลาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากบันทึกที่เขากำลังตรวจสอบอยู่ เขายังคงใช้แว่นขยายส่องลายสลักบนแหวนโบราณอย่างใจเย็น แต่ทว่า... นิ้วที่สั่นเทาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของหญิงสาวไปได้
“ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะรินรดา บางครั้งการไม่รู้ อาจจะเป็นความเมตตาที่โชคชะตามอบให้เรา” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
“ความเมตตาหรือ? คุณเรียกการที่แม่ฉันต้องทิ้งทุกอย่างไปทั้งน้ำตาว่าความเมตตาอย่างนั้นหรือคะ!”
รินรดารีบคว้าเศษกระดาษที่หลุดออกมาจากแฟ้มซึ่งเธอเพิ่งค้นพบในซอกลับใต้ฐานรูปปั้นในพิพิธภัณฑ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา แต่ไม่ใช่ลายมือของแม่ที่เธอรู้จัก กระดาษแผ่นนั้นถูกขยำจนยับยู่ยี่ แต่ข้อความด้านในกลับกรีดลึกลงไปในหัวใจ
*‘หากเจ้ายังอยากเห็นลูกสาวมีลมหายใจ จงลืมชื่อตนเองเสีย แล้วไปให้พ้นจากที่นี่... อย่ากลับมาจนกว่าจะถึงเวลาที่รอยจารึกจะถูกปลดล็อก’*
ศิลาวางแว่นขยายลงช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับหญิงสาวด้วยดวงตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายของกระดาษเก่าและน้ำมันขัดไม้บนตัวเขาทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงขังที่มองไม่เห็น
“คุณรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้” รินรดาถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “คุณรู้ว่าแม่ไม่ได้หนีไปเพราะความขลาดกลัว แต่เพราะมีใครบางคนขู่จะทำร้ายฉัน!”
ศิลาขยับเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนรินรดาสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอแผ่วเบา แต่แฝงด้วยแรงบีบที่เธอก็ไม่กล้าขัดขืน
“ถ้าฉันบอกว่าคนที่คุณกำลังตามหา ไม่ใช่คนเดิมกับที่คุณจำได้ล่ะ” ศิลาขยับปากพูดเบาๆ เหมือนกลัวใครบางคนด้านนอกจะได้ยิน “แม่ของคุณไม่ได้ถูกบังคับให้หนีเพียงอย่างเดียว แต่เธอถูก ‘ส่งออกไป’ เพื่อให้แน่ใจว่าความลับของจารึกแผ่นนั้นจะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนที่จะใช้มันทำลายโลก”
“คุณพูดเรื่องอะไร!”
“ฟังนะรินรดา” เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้า “ของที่แม่คุณทิ้งไว้ ไม่ใช่ของดูต่างหน้าธรรมดา แต่มันคือกุญแจที่ปิดตายประตูแห่งปรารถนา ถ้าคุณยังขุดคุ้ยต่อไป ชีวิตที่คุณคิดว่าปกติสุข มันจะพังทลายลงในพริบตา”
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ แต่ในดวงตาของเธอกลับเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา “พังทลายเหรอคะ? ชีวิตของฉันมันพังตั้งแต่วันที่แม่หายไปแล้ว! ฉันไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้วศิลา!”
เธอกระชากข้อมือออกแล้วหันหลังเตรียมจะเดินออกไป แต่ทว่า... พลันสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่หลังบานประตูไม้บานใหญ่ของห้องเก็บของโบราณ มันไม่ใช่เงาของคนทำความสะอาด แต่มันคือเงาของร่างที่คุ้นตาอย่างประหลาด... ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสยาวแบบสมัยก่อนที่เธอเคยเห็นในนิมิตบ่อยครั้ง
รินรดาตัวแข็งทื่อ เธอตัดสินใจผลักบานประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงห้ามของศิลา
ห้องข้างในมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากช่องระบายอากาศที่สาดลงมาเห็นฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่ในอากาศ รินรดากวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่มุมห้อง บนผนังที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีรอยเขียนด้วยเลือดแห้งกรังเป็นรูปสัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏในนิมิตของเธอ แต่มันมีบางอย่างที่ต่างออกไป...
ที่ใจกลางสัญลักษณ์นั้น มีรูปถ่ายใบหนึ่งถูกแปะเอาไว้ด้วยเข็มหมุดสีเงิน
รินรดาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ มือสั่นเทาเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมา หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นภาพในนั้น เป็นภาพของเธอเองในวัยเด็กกำลังยิ้มกว้างอยู่ในอ้อมกอดของแม่ แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือบุคคลที่สามที่ยืนอยู่ข้างหลังแม่ในภาพ...
เป็นชายวัยกลางคนสวมแหวนหัวกะโหลกที่รินรดาเพิ่งเห็นในนิมิตเมื่อคืนนี้... และเขากำลังมองมาที่กล้องด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาต!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงกดล็อกประตูห้องจากภายนอก
“อย่าหันมา” เสียงแหบพร่าของชายปริศนาที่ดังขึ้นจากมุมมืดในห้องนั้นทำให้รินรดาหยุดหายใจ “ถ้าไม่อยากเห็นจุดจบของแม่เจ้าที่ทำไว้บนผนังนั้น... จงวางรูปถ่ายใบนั้นลงเสีย”
ด้วยรักจาก "กำมะหยี่สีแดง" ค่ะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 12
ความจริงที่ถูกป้ายสี
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!