“คุณแม่... เป็นไปได้อย่างไรกันคะ”
เสียงอุทานที่หลุดรอดจากริมฝีปากของรินรดาสั่นพร่า ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางเซถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ กระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับอกอุ่นของศิลาที่ก้าวเข้ามาประคองไว้อย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มที่แตะลงบนข้อศอกไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังบรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของพวกเขา หญิงวัยกลางคนผู้มีเรือนร่างระหงและใบหน้าถอดแบบมาจากรินรดาไม่ผิดเพี้ยน—ทว่าแววตากลับลึกล้ำ เยียบเย็น และผ่านรอยกร้านแห่งกาลเวลามากกว่า—กำลังก้าวพ้นจากเงาสลัวของเสาหินอัคนีโบราณ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองบุตรสาวนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินคุณค่าของภาพวาดชิ้นหนึ่งที่นางเคยทิ้งร้างไว้ในห้องมืดเมื่อหลายสิบปีก่อน
“ไม่พบกันนานโตเป็นสาวปานนี้เชียวนะ... รินรดา”
เสียงแหบต่ำแต่นุ่มนวลเอ่ยขึ้น บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ศิลาขยับตัวก้าวขึ้นมาบังร่างของรินรดาไว้ครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณของภัณฑารักษ์หนุ่มตื่นตัวเต็มที่ สายตาคมกริบจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวังขั้นสุด
“คุณเป็นใครกันแน่คะ! แม่ของรินรดาเสียชีวิตไปตั้งแต่เพลิงไหม้ครั้งนั้นแล้ว... ท่านจากไปแล้ว!” รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ความเจ็บปวดในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยหยาดน้ำตาและคราบเขม่าควัน ถูกกระชากขึ้นมาเผชิญหน้าอีกครั้งจนหัวใจแทบแหลกสลาย ภาพนิมิตจากวัตถุโบราณที่เคยเห็นความตายของมารดาแล่นแปลบเข้ามาในหัว สมองของเธอขาวโพลนจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือภาพลวงตา
หญิงวัยกลางคนแย้มรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกปวดร้าวและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน นางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว แสงไฟสลัวจากผนังพิพิธภัณฑ์ตกกระทบลงบนกรอบหน้าด้านข้างที่เหมือนกับรินรดาราวกับภาพสะท้อนในกระจกเงา
“ความตายที่ลูกเห็นในนิมิต... เป็นเพียงสิ่งที่คนบางกลุ่มอยากให้ลูกเชื่อเท่านั้นเอง รินรดา” นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวน้ำถ่วง “ความจริงมักน่าเกลียดเสมอ และครอบครัวของเรา... ก็ซ่อนความเน่าเฟะไว้ใต้พรมมาหลายชั่วอายุคนแล้ว”
ศิลาขมวดคิ้วแน่น มือหนาบีบไหล่ของรินรดาน้อยๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นคง ทว่าน้ำเสียงที่เอמהอออกมากลับเย็นเยียบ “คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร และเข้ามาในเขตหวงห้ามของพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไร คุณมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
ผู้เป็นแม่หันมาปะทะสายตากับศิลา รอยยิ้มบนเรียวปากจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาเย้ยหยัน “เธอสินะ... ศิลา หลานชายของตาแก่ผู้โง่เขลาคนนั้น คิดหรือว่าจะปกป้องเด็กคนนี้จากเงาอดีตของตระกูลตัวเองได้พ้น นายก็รู้ดีไม่ใช่หรือว่าสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวรินรดา มันไม่ใช่พรวิเศษ... แต่มันคือคำสาป!”
คำว่า *คำสาป* ดังก้องอยู่ในโสตประสาท รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอดันตัวออกจากอ้อมกอดของศิลาแล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นมารดาด้วยตัวเอง ความเปราะบางในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธที่อัดอั้นมานานนับปี
“ถ้าท่านคือแม่จริง ๆ ทำไม... ทำไมถึงทิ้งรินรดาไว้กับความโดดเดี่ยว ทำไมปล่อยให้รินรดาต้องทนทุกข์ทรมานกับการมองเห็นอดีตอันโหดร้ายของคนอื่น โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร!” หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นร่วงเผาะลงบนแก้ม ทว่ารินรดากลับเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจ้องมองร่างตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว “ถ้าการมีชีวิตอยู่ของแม่คือการหลบซ่อนและสร้างความเจ็บปวดให้คนรอบข้าง... สู้ให้ท่านตายในกองเพลิงวันนั้นเสียยังดีกว่า!”
*เพี๊ยะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับแก้มเนียนดังสนั่นก้องห้องโถงกว้าง รินรดาหน้าหันไปตามแรงปะทะ ความชาแล่นแปลบไปทั่วซีกหน้า รสคาวเลือดจางๆ คลุ้งอยู่ในปาก ทว่าเธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เธอกลับค่อยๆ หันกลับมามองผู้เป็นแม่อย่างช้าๆ แววตาว่างเปล่าและเย็นชาจนน่ากลัว
ศิลาพุ่งเข้าไปประคองร่างของรินรดาไว้ทันที ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดในแววตาคมกริบของชายหนุ่ม เขาตวัดสายตาดุดันมองหญิงวัยกลางคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเธอ!”
“ฉันมีสิทธิ์มากกว่าใครทั้งหมด!” ผู้เป็นแม่ตวาดกลับเสียงสั่นเครือ ร่างกายของนางไหวสะท้อนด้วยแรงอารมณ์ “ที่ฉันต้องทำแบบนี้... ที่ฉันต้องหนีหัวซุกหัวซุน ก็เพื่อปกป้องไม่ให้มันรู้ความจริงเกี่ยวกับ ‘เครื่องประดับชิ้นนั้น’ ไงล่ะ!”
รินรดาชะงักกึก ความเจ็บที่แก้มพลันเลือนหาย “เครื่องประดับ... หมายถึงสร้อยคอโบราณชิ้นนั้นน่ะหรือคะ”
ผู้เป็นแม่ไม่ตอบ นางหันหลังให้ทั้งคู่ ก้าวเท้าถอยกลับเข้าไปในความมืดมิดของมุมห้อง พร้อมกับเอ่ยประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง
“เตรียมตัวรับมือกับความจริงที่จะทำลายชีวิตคู่ของพวกเธอให้แหลกเป็นผุยผงได้เลย... เพราะสิ่งที่ศิลาปิดบังลูกไว้ มันสกปรกยิ่งกว่าเลือดที่เปื้อนมือฉันเสียอีก”
สิ้นเสียงฝีเท้าของนางที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด รินรดาก็หันขวับกลับมามองหน้าชายหนุ่มข้างกายทันที แววตาที่เคยมีความไว้วางใจและพึ่งพา บัดนี้เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุด
ศิลาชะงักงัน ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่นโดยไม่ยอมเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาสักคำ
และในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนน่าอึดอัดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของศิลาก็แผดเสียงดังขึ้น ท่ามกลางความมืดที่ไร้แสงสว่าง หน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาเผยให้เห็นชื่อผู้ส่งที่ทำให้ลมหายใจของศิลาสะดุดกึก—มันคือชื่อของบุคคลที่ควรจะเสียชีวิตไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน... และข้อความสั้นๆ บนหน้าจอนั้นก็ทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่จนพังทลายลงในพริบตา!
"ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดของอารมณ์ตัวละครด้วยกันนะคะ"
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 24
รอยร้าวระหว่างเรา
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!