"ถอยไป... อย่าให้ฉันต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเลย รินรดา"
เสียงของภาคภูมิแหบพร่า ทว่าแฝงด้วยไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วโสตประสาท ปากกระบอกปืนนิ่งสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นในความทรงจำของรินรดา บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนภาพเงาของความตาย
ทว่า ท่ามกลางวินาทีที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ร่างสูงใหญ่ของศิลากลับก้าวออกมาขวางหน้าเธอไว้อย่างไม่ลังเล เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แววตาของภัณฑารักษ์หนุ่มนิ่งลึกราวกับมหาสมุทรที่ผ่านพ้นพายุใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน
"ถ้าคุณจะเหนี่ยวไก ก็ขอให้ทำกับผมคนเดียว" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนน่าประหลาด "เพราะไม่ว่าความแค้นของคุณคืออะไร มันไม่เกี่ยวกับรินรดา... และผมจะไม่ยอมให้คุณทำลายอนาคตของใครเพื่ออดีตที่ตายไปแล้ว"
สิ้นคำนั้น เสียงปืนดังสนั่นก้องไปทั่วโถงทางเดิน แต่ไม่ใช่เสียงกระสุนที่เจาะเข้าเนื้อหนัง หากเป็นเสียงการปะทะกันของเหล็กกล้าเมื่อศิลาตัดสินใจพุ่งเข้าประชิดตัว ก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนชิงอาวุธและผลักร่างของภาคภูมิให้กระเด็นออกไป ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุม ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนรินรดาทำได้เพียงยืนตัวสั่นเทา ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเธอไปจนหมดสิ้น
...
กลิ่นจางๆ ของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะลิปนกับกลิ่นหนังสือเก่าอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ความรู้สึกแรกที่รินรดาสัมผัสได้คือไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา ทว่ามั่นคง
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ขยับเปิดออก ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของศิลาที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เห็นรอยขมวดคิ้วเล็กน้อยยามหลับใหล ราวกับว่าแม้แต่ในความฝัน เขาก็ยังคงกังวลถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นมา
รินรดาพยายามขยับตัว ทว่าความเจ็บร้าวจากรอยฟกช้ำตามร่างกายทำให้เธอเผลอหลุดเสียงครางแผ่วเบา
เพียงเสี้ยววินาที ศิลาก็ลืมตาตื่น แววตาที่เคยนิ่งสงบแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลอย่างปิดไม่มิด "ฟื้นแล้วหรือครับ... ขอโทษที ผมน่าจะดูแลคุณให้ดีกว่านี้"
"ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยค่ะศิลา" รินรดาตอบเสียงแหบแห้ง เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่เขากลับประคองเธอไว้อย่างนุ่มนวลราวกับเธอกลายเป็นเครื่องแก้วราคาแพงที่แตกสลายได้ง่ายดาย "ทำไม... ทำไมพี่ภาคภูมิถึงทำแบบนั้น เขาหายไปไหนแล้วคะ?"
ศิลานิ่งไปครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นรินน้ำใส่แก้วส่งให้เธอด้วยท่าทางที่ประณีตบรรจง "เขาหนีไปแล้วครับ ทิ้งไว้เพียงปริศนาที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ริน... ฟังผมนะ ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดไม่ใช่เขา แต่เป็นตัวคุณ"
รินรดามองลึกลงไปในนัยน์ตาของชายตรงหน้า เธอเห็นความห่วงใยที่มากกว่าฐานะ 'เพื่อนร่วมงาน' หรือ 'พันธมิตร' มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและปวดร้าวในเวลาเดียวกัน
"คุณกลัวไหมคะ?" เธอถามพลางมองไปที่มือของเขาที่ยังคงสั่นอยู่เล็กน้อย
"กลัว" ศิลาตอบโดยไม่ลังเล "ผมกลัวว่าวันหนึ่งเมื่อผมหันกลับมา ผมจะมองไม่เห็นคุณอีก... กลัวว่ารอยจารึกที่พวกเราตามหา จะพรากคุณไปจากโลกนี้ตลอดกาล"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นเป็นจังหวะสอดประสานกัน รินรดารู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่บอบช้ำ ศิลาไม่ได้เพียงแค่ดูแลเธอ แต่เขากำลังกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองยังมีตัวตนอยู่จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่คนที่มีสัมผัสพิเศษที่มองเห็นอดีต
เขาเอื้อมมือมาปัดปอยผมที่ปรกหน้าเธอเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาจนเธอแทบหยุดหายใจ "คุณผ่านอะไรมาเยอะเหลือเกิน รินรดา... จากนี้ไป ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมจะอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน"
"สัญญาได้ไหมคะ?"
"ผมไม่เคยให้คำมั่นสัญญาที่ทำไม่ได้" เขาตอบ พลางโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากของทั้งสองจรดกัน ความรู้สึกที่อัดอั้นมาตลอดถูกถ่ายทอดผ่านไออุ่นที่ส่งผ่านถึงกัน
ทว่า ช่วงเวลาอันเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นถี่รัว ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัวเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคน
ศิลารีบลุกขึ้นยืนบังรินรดาไว้ทันที
"ไม่ต้องตกใจไปหรอก ศิลา" ชายผู้มาใหม่เอ่ยพลางยิ้มเย็นที่มุมปาก "ฉันไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่ฉันมาเพื่อบอกว่า สิ่งที่พวกเธอตามหา... ความจริงเรื่องแม่ของรินรดา... มันไม่ได้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์อย่างที่เธอเข้าใจหรอก"
เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะวางวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะข้างเตียง มันคือ 'สร้อยคอ' เส้นเดียวกับที่รินรดาเห็นในนิมิตสุดท้ายก่อนที่แม่ของเธอจะจากไป
"รินรดา... เธอพร้อมจะรู้ความจริงที่ว่าคนฆ่าแม่ของเธอ ไม่ใช่ภาคภูมิ แต่เป็น 'เขา' ที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอตอนนี้หรือเปล่า?"
รินรดาตัวชาดิ่ง เธอค่อยๆ หันกลับไปมองศิลาที่ยืนนิ่งสนิท ทว่าแววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่ บัดนี้กลับกลายเป็นความเย็นชาที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและร่วมค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดไปพร้อมกับ "กำมะหยี่สีแดง" นะคะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 41
พักฟื้นใจ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!