รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 3

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“ถ้าคุณยังไม่อยากให้เงาของอดีตกลืนกินชีวิตปัจจุบันไปจนหมดสิ้น ก็จงหยุดหมกมุ่นกับหน้ากระดาษที่ไร้ตัวอักษรพวกนั้นเสียที” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องจัดเก็บเอกสารโบราณ รินรดาสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังถือสมุดบันทึกหนังเก่าคร่ำคร่าสั่นสะท้านจนเกือบทำมันร่วงหล่นลงกับพื้นหินขัด เธอหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกโดยสัญชาตญาณ แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบถี่ราวกับจะดับลงเสียให้ได้ เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของ ‘ศิลา’ ที่ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีนิ่งเฉย ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่สมุดในมือเธอราวกับจะทะลุไปถึงเนื้อใน รินรดากระชับสมุดเล่มนั้นเข้าหาอก ลมหายใจของเธอติดขัดเหมือนมีก้อนหินมาจุกที่ลำคอ “คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง... และคุณรู้เรื่องสมุดเล่มนี้ได้ยังไงกันคะ” ศิลาไม่ได้ตอบทันที เขาก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ จังหวะการเดินของเขามั่นคงและเงียบเชียบดุจนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม เขามองดูรินรดาด้วยแววตาที่อ่านยาก—กึ่งเวทนา กึ่งเตือนภัย “ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ครอบครัวของคุณเคยให้ความสำคัญ และผมคือคนดูแลทุกตารางนิ้วในนี้ การที่ผมจะรู้ว่าอะไรถูกเคลื่อนย้าย หรืออะไรที่ ‘ไม่ควร’ ถูกเปิดออก... มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรอกครับ” “คุณพูดเหมือนกับว่าสมุดเล่มนี้เป็นของต้องห้าม” รินรดาโต้กลับ เสียงของเธอเริ่มสั่นระริกแต่ยังคงแฝงความดื้อรั้นเอาไว้ “แม่ของฉันทิ้งมันไว้ และร่องรอยของนิมิตที่ฉันเห็นจากมัน มันเชื่อมโยงไปถึงวันที่แม่จากไป คุณรู้อะไรมากกว่าที่บอกฉันใช่ไหมคะศิลา?” ศิลาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอเพียงคืบ กลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำมันสนจากตัวเขาโชยแตะจมูก รินรดาเห็นเพียงเงาจากแว่นตาที่สะท้อนแสงไฟจนบดบังสายตาที่แท้จริงของเขา ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย กระซิบเสียงเบาจนแทบเป็นเสียงคำรามในลำคอ “ความตายของแม่คุณไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และสมุดเล่มนั้น... มันไม่ใช่สมุดบันทึกธรรมดา แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่ใช้เปิดประตูที่ไม่มีใครควรเดินข้ามไป ถ้าคุณยังรักชีวิตตัวเอง จงวางมันลง แล้วก้าวถอยหลังออกมาจากความลับนี้เสีย” รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากหน้ากระดาษหนังในมือ มันไม่ใช่ความเย็นจากความเก่าแก่ แต่มันคือความว่างเปล่าที่ดูดกลืนทุกสิ่ง เธอพยายามจะเถียง แต่ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก—เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไม่ได้มาจากคนคนเดียว และจังหวะการเดินที่ดูรีบร้อนจนน่าสะพรึงกลัว ศิลาชะงัก สายตาที่เคยจดจ้องเพียงรินรดาแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดฉับพลัน เขาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่นด้วยแรงที่คาดไม่ถึง “มีคนตามคุณมา... และพวกเขาไม่ใช่คนของพิพิธภัณฑ์” “คุณหมายความว่ายังไง!” “อย่าเพิ่งถาม!” เขาหันไปปิดสวิตช์ไฟในห้องจนมืดสนิท “ถ้าอยากมีชีวิตรอดไปถึงวันพรุ่งนี้ จงเงียบเสียงให้สนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้” ในความมืดที่หนาทึบ รินรดารู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนแทบระเบิดออกมาจากอก เธอรู้สึกถึงสัมผัสสากของปกสมุดใต้ฝ่ามือ ในวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ราวกับเวลาถูกยืดออกไปจนลีบเล็ก รินรดาเริ่มเห็นภาพนิมิตวาบขึ้นมาในหัวอีกครั้ง—ภาพของเงาดำที่ยืนล้อมรอบร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ ภาพมือที่ยื่นออกไปคว้ากระดาษแผ่นหนึ่ง ก่อนจะสิ้นลมหายใจท่ามกลางกองไฟ “ศิลา... ฉันเห็น...” รินรดาพึมพำด้วยเสียงที่แทบไม่ได้ยิน “ชู่ว...” ศิลาเอื้อมมือมาปิดปากเธอไว้แน่น ร่างกายของเขาสัมผัสกับแผ่นหลังของเธอเพื่อบังเธอไว้จากทางเข้าประตู ในความมืดนั้น เธอยังรับรู้ได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยในตัวชายหนุ่มผู้ดูเหมือนจะเยือกเย็นตลอดเวลา เขาไม่ได้กำลังกลัวเพื่อตัวเอง แต่เขากำลังกลัวเพื่อเธอ แสงไฟฉายกราดเข้ามาในห้องผ่านช่องว่างของประตูไม้แกะสลัก แสงนั้นวูบไหวราวกับจิตวิญญาณที่หิวโหย ผู้บุกรุกกลุ่มนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าประตู ศิลาเกร็งกล้ามเนื้อทั้งร่าง รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอเห็นเงาร่างคนสามคนปรากฏขึ้นที่หน้าประตู หนึ่งในนั้นมีรูปพรรณสัณฐานคุ้นตาจนน่าใจหาย—รอยสักรูปตราประทับที่ข้อมือซ้าย รอยสักเดียวกับที่เธอเคยเห็นในภาพถ่ายเก่าๆ ของแม่ คนคนนั้นยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง จังหวะการเคาะที่ฟังดูเหมือนสัญญาณเตือนที่ถูกส่งมาจากขุมนรก ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะเอ่ยขึ้นผ่านบานประตูไม้ที่กั้นกลางอยู่เพียงนิ้วเดียว “เราไม่ได้มาเพื่อทำลาย... เรามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของพวกเราคืนไปจากลูกสาวของ ‘คนทรยศ’... ส่งสมุดเล่มนั้นออกมาเดี๋ยวนี้ รินรดา” รินรดาหน้าซีดเผือด เธอมองไปที่ศิลาในความมืด เขาหันมาสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที ในแววตานั้นไม่มีความลังเลเหลืออยู่เลย มีเพียงความเด็ดขาดที่พร้อมจะแลกด้วยทุกอย่างที่เขามี เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากปากเธอ แล้วชักวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม มันคือตราประทับทองเหลืองโบราณที่สลักลวดลายแปลกประหลาด เขาตัดสินใจทำสิ่งที่เธอนึกไม่ถึง คือการกดตราประทับนั้นลงบนปกสมุดที่รินรดาถืออยู่ทันที! เสียงอักขระโบราณดังก้องขึ้นในอากาศ ราวกับมีใครบางคนกระซิบคำสาปแช่งออกมาพร้อมกันนับพันเสียง และในขณะที่ประตูไม้เริ่มถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทกจากคนภายนอก ศิลาก็หันมามองเธอด้วยสายตาที่เจ็บปวดที่สุด “จงวิ่งไปที่ห้องใต้ดิน... อย่าหันหลังกลับ... และจำไว้ว่าอย่าเปิดสมุดเล่มนี้จนกว่าคุณจะเจอ ‘เขา’ ที่แท้จริง!” กำมะหยี่สีแดงหวังว่าคุณรี้ดจะยังคงหัวใจเต้นรัวไปกับรินรดา และร่วมลุ้นไปกับปริศนาที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาในตอนต่อไปนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%