"คุณคิดว่าความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้ในกระดาษแผ่นบางๆ มันจะมีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ หรือคะ คุณศิลา"
น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่าเล็กน้อยขณะที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนขอบกระดาษสีซีดจางในสมุดบันทึกเล่มหนาที่เพิ่งได้รับมาจากห้องเก็บของใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่อบอวลอยู่ในอากาศดูจะหนักอึ้งขึ้นทันตาเห็น
ศิลาที่ยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานส่วนตัวของเขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาที่มักจะนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม บัดนี้กลับวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกกระแสลมกรรโชก เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่ทอดสายตามองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงช่องว่างแคบๆ ที่สัมผัสได้ถึงความกดดัน
"บางทีความทรงจำไม่ได้แค่มีชีวิต แต่มันอาจจะกำลังรอคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปลุกมันขึ้นมาต่างหากครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง คุณรินรดาคิดว่าอย่างไรล่ะ" เขาแก้ไขคำพูดอย่างรวดเร็ว แต่รินรดาสังเกตเห็นความชะงักงันในน้ำเสียงนั้น
เธอไม่ตอบ กลับก้มลงมองภาพถ่ายใบหนึ่งที่เสียบไว้ระหว่างหน้ากระดาษ ในภาพนั้นหญิงสาวหน้าตาหมดจดผู้เป็นมารดาของเธอกำลังยิ้มให้กล้อง ทว่าสิ่งที่สะดุดตาไม่ใช่รอยยิ้ม หากแต่เป็นสร้อยคอจี้พลอยสีแดงเลือดนกที่สวมอยู่บนคอระหง ซึ่งรินรดาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสถูกรอยขูดขีดบนแผ่นภาพ หัวใจของเธอก็เต้นรัวเหมือนกลองศึก ความเย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ โลกโดยรอบมืดมิดลงชั่วขณะ ก่อนที่ภาพนิมิตจะฉายชัดขึ้นในมโนภาพ
*ภาพของห้องโถงกว้างที่มีแสงไฟสีส้มสลัว มารดาของเธอกำลังยืนเผชิญหน้ากับชายคนหนึ่ง... ชายที่มีแผ่นหลังกว้างและกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในโสตประสาท*
*'อย่าให้ใครรู้ว่าเราซ่อนรอยจารึกนี้ไว้ที่ไหน... ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิตจะกลายเป็นเถ้าถ่าน'*
รินรดาสะดุ้งเฮือก เธอถอยหลังจนสะโพกกระแทกกับโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เสียงหายใจของเธอหอบถี่ ลมหายใจอุ่นๆ ของศิลาที่อยู่ใกล้เธอมากเกินไปทำให้เธอต้องพยายามตั้งสติ
"คุณเห็นอะไร" ศิลาถาม เสียงของเขาต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอฉายแววหวาดหวั่นและสงสัย "แม่ไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ... คุณรู้อะไรใช่ไหมศิลา? คนในภาพนั้น... คนที่ยืนอยู่กับแม่ในห้องโถงนั่น... เขาคือคุณใช่ไหม!"
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาราบเรียบสนิท แต่มือที่กำด้ามปากกาค้างไว้นั้นบีบจนข้อนิ้วขาวซีด เขาขยับตัวเข้ามาประชิดจนรินรดาไม่อาจหลบหลีก สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของภัณฑารักษ์ที่แสนสุภาพอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของผู้กุมความลับที่น่าสะพรึงกลัว
"ถ้าผมบอกว่าผมคือคนสุดท้ายที่ได้เห็นท่านก่อนที่ทุกอย่างจะดับสูญ คุณจะยังกล้าเชื่อใจผมอีกไหม" เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจรดใบหน้าของเธอ "และถ้าผมบอกว่า... สิ่งที่แม่คุณพยายามปกป้อง กำลังร้องเรียกหาคุณอยู่ในวินาทีนี้ ในสมุดเล่มนั้น"
รินรดาก้มมองสมุดในมืออีกครั้ง พลันภาพถ่ายใบเดิมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง รอยเลือดจางๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นหลังของรูปภาพ และความร้อนรุ่มที่ปลายนิ้วกลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าใครบางคนกำลังพยายามจะสื่อสารผ่านรอยจารึกที่ลบเลือนไปนานปี
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบสร้อยคอในนิมิตนั้นออกมา เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิด ตามมาด้วยเสียงของชายแปลกหน้าที่ไม่มีใครเชิญให้เข้ามา
"ภัณฑารักษ์ศิลา... นายท่านให้มาตามตัวครับ บอกว่า 'ของ' ที่เราตามหากันมานาน... บัดนี้ได้กลับมาอยู่ในมือของทายาทคนสุดท้ายแล้ว"
ศิลาหันขวับไปทางประตู สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขาหันกลับมามองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจราวกับกำลังกล่าวคำอำลา "วิ่งไปซะรินรดา... อย่าให้ใครเห็นว่าคุณถืออะไรอยู่ในมือ!"
ก่อนที่รินรดาจะได้ตั้งตัว ชายชุดดำสามคนก็พังประตูเข้ามาในห้อง บรรยากาศบีบคั้นพุ่งถึงขีดสุดเมื่อแสงไฟในห้องกะพริบถี่ๆ ดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนภาพถ่ายในมือเธอ... และรอยจารึกที่บัดนี้ได้เริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความลึกลับไปกับรินรดาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ด้วยรักจาก "กำมะหยี่สีแดง" ค่ะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 4
เสียงกระซิบจากภาพถ่าย
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!