“คุณกำลังโกหกฉัน... ศิลา”
น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตากลับแข็งกร้าวเมื่อเธอกระแทกรูปถ่ายใบนั้นลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ในห้องทำงานของเขา รอยยับย่นบนกระดาษอัดภาพสีซีดจางดูราวกับแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไปไหน เธอไม่รอให้เขาได้เอ่ยคำแก้ตัว ลมหายใจของเธอติดขัดเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับอยู่ที่อก ความลับที่เธอเพียรตามหามาตลอดกี่ปีกันนะ ที่แท้มันก็ซ่อนอยู่ในสายตาที่นิ่งเฉยของเขามาโดยตลอด
ศิลาชะงักมือที่กำลังจัดวางถุงมือหนัง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวอย่างที่เธอคาดหวัง แต่มันกลับลึกโหลและว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะรินรดา บางครั้งการไม่รู้... ก็เป็นวิธีที่ใจดีที่สุดที่คนรอบข้างมอบให้คุณ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย
“ความใจดีของคุณทำลายชีวิตฉันไปครึ่งค่อนชีวิต!” รินรดาตะโกน เสียงของเธอสั่นสะท้าน เธอหมุนตัวเดินหนีจากเขาด้วยความสับสนและความหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในกระแสเลือด เธอไม่ได้ต้องการคำปลอบโยน แต่สิ่งที่เธอต้องการคือภาพฝันที่คอยหลอกหลอนมาตลอดคืนนั้นมันคืออะไรกันแน่
เธอถอยกลับเข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนทรมานอีกครั้ง ทันทีที่ศีรษะแตะหมอน ภาพที่ไม่เคยชัดเจนบัดนี้กลับแจ่มชัดดั่งกระจกเงา
...ในความฝันนั้น กลิ่นควันธูปอบอวลจนแสบจมูก เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึก รินรดาเห็นตัวเองในวัยเด็กกำลังกอดตุ๊กตาหมีตัวเก่าแน่นอยู่ใต้โต๊ะทำงานของแม่
‘อย่าออกมานะลูก ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม’
เสียงของแม่สั่นพร่าแต่เด็ดขาด มือของท่านเย็นเฉียบขณะลูบศีรษะเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักออกอย่างแรง เงาร่างชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามา กลิ่นอายของน้ำมันดินและโลหะคละคลุ้งไปทั่วห้อง แม่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องนั้น ดวงตาของท่านไม่ได้แสดงความกลัว หากแต่เป็นความเวทนา
“รอยจารึกนั่น... มันไม่ได้อยู่ในตระกูลพวกคุณตั้งแต่แรก แต่มันคือคำสาปที่คุณไปขโมยมา!” เสียงทุ้มต่ำของชายคนนั้นแผดดังขึ้น
แม่ของเธอไม่ได้ตอบ แต่หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันคือกริชโบราณที่รินรดาเห็นบ่อยครั้งในฝัน แสงสีเงินจากคมกริชสะท้อนเข้าตาเธอจนพร่ามัว แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่กริช หากแต่เป็น ‘มือ’ ของชายคนนั้นที่ยื่นออกมา มือที่ประทับรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่นิ้วนางข้างซ้าย...
รินรดาเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า เธอกระชากตัวตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬไหลซึมจนเสื้อนอนเปียกชื้น หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากทรวงอก ภาพแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวนั้นมันยังคงติดตา ไม่ใช่แค่ในความฝัน แต่มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่เธอเคยเห็นบนแหวนประจำตระกูลที่ศิลามักจะสวมติดนิ้วอยู่เสมอ
ความเงียบในห้องนอนชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เธอเอื้อมมือไปคว้าโคมไฟข้างเตียง แสงสลัวๆ ส่องให้เห็นรอยจารึกที่ข้อมือตัวเองที่เริ่มปรากฏเป็นสีแดงจัดราวกับรอยไหม้
เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องพักอย่างแผ่วเบา รินรดาตัวแข็งทื่อ เธอไม่ได้สั่งให้ใครเข้ามา และในเวลานี้ไม่มีใครที่ควรจะอยู่ที่นี่
“รินรดา... คุณตื่นแล้วใช่ไหม?”
เสียงของศิลาดังลอดผ่านบานประตูเข้ามา แต่มันไม่ใช่เสียงที่สุขุมนุ่มลึกอย่างที่เคยเป็น มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกระหายบางอย่างที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ฉันรู้ว่าคุณเห็นอะไรในฝัน... และฉันก็รู้ด้วยว่าคุณกำลังเริ่มจำได้ว่าใครคือคนที่อยู่ในห้องนั้นในคืนนั้น”
เสียงของเขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ลูกบิดประตูจะค่อยๆ หมุนอย่างช้าๆ รินรดาคว้ามีดแกะสลักที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมาถือไว้แน่น มือสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ ประตูค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างที่คุ้นตาภายใต้แสงสลัวจากทางเดิน
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้น ไม่ใช่ชายที่ยืนอยู่หน้าประตู แต่คือความจริงที่เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้... รอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวของศิลา และแหวนประจำตระกูลที่นิ้วนางข้างซ้ายนั้น... มันมีรอยคราบสีดำที่ดูเหมือนเศษดินจากหลุมศพติดอยู่
“เปิดประตูเถอะรินรดา ก่อนที่ผมจะลืมไปว่า... ผมเคยรักคุณมากแค่ไหน”
กำมะหยี่สีแดงหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมลุ้นและเอาใจช่วยรินรดาไปพร้อมๆ กันในตอนหน้านะคะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 20
ความฝันที่ซ้ำซาก
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!