"ถ้าคุณก้าวเข้ามาในชีวิตผมเพียงเพื่อจะขุดคุ้ยซากปรักหักพังที่ผมฝังกลบไว้จนมิดแล้ว... ก็จงอย่าหวังเลยว่าจะมีทางให้คุณถอยกลับออกไปได้ง่ายๆ"
เสียงทุ้มต่ำของศิลาแหบพร่าและสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่รุนแรง มือหนาที่คว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่นไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่มันกลับส่งผ่านความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาด รินรดาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของหัวใจที่เต้นรัวผ่านฝ่ามือของเขา ในวินาทีนั้น หญิงสาวไม่ได้มองเห็นเพียงแค่ชายหนุ่มผู้สุขุมที่เธอเคยรู้จัก หากแต่เห็นเงาร่างของคนที่กำลังแตกสลาย
"ศิลา... คุณไม่ได้ทำเพื่อปกป้องความลับของพิพิธภัณฑ์หรอกใช่ไหม" รินรดาถามเสียงแผ่ว สบตากับดวงตาคู่คมที่วูบไหวราวกับเปลวเทียนในพายุ "คุณกำลังปกป้องความกลัวของตัวเอง... หรือกำลังกลัวว่าถ้าฉันรู้ความจริง คุณจะไม่มีเหตุผลที่จะรั้งฉันไว้ได้อีกต่อไป"
เขาชะงักไป ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความร้าวราน ศิลาปล่อยมือจากเธอราวกับถูกของร้อน ก่อนจะเบนสายตาไปทางชั้นหนังสือเก่าแก่ที่เรียงรายอยู่เบื้องหลังในห้องสมุดส่วนตัวที่เงียบเชียบแห่งนี้
"ความรักกับความล่มสลายมันห่างกันแค่เส้นกั้นบางๆ รินรดา" เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก ท่าทางนั้นดูเหยียดหยามทั้งตัวเองและโชคชะตา "ถ้าคุณอยากรู้นักว่าสิ่งที่แม่คุณทิ้งไว้มันคืออะไร ก็จงเลิกถาม แล้วมองดูนี่ให้ดี"
ศิลาเดินไปที่ตู้ไม้โอ๊กขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมอับของห้อง เขากดนิ้วลงบนลวดลายแกะสลักรูปเถาวัลย์บนฐานตู้ เสียงกลไกเฟืองเหล็กขัดตัวกันดัง ‘แกร๊ก’ ลากยาวสั่นประสาทจนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจ แผ่นไม้หนาหนักที่ดูเหมือนผนังห้องค่อยๆ เคลื่อนตัวออก เผยให้เห็นช่องว่างมืดมิดที่ส่งกลิ่นอับชื้นและไอเย็นยะเยือกโชยออกมา
"ทางนี้..." เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะคว้าไฟฉายขึ้นมาแล้วก้าวเดินนำไปโดยไม่หันกลับมามอง
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในใจ เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ใจกลางความลับที่แม่เคยเตือนไว้ก่อนตาย กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นไอชื้นของดินทำให้ภาพนิมิตบางอย่างแวบเข้ามาในหัว—ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามหลังผู้หญิงคนหนึ่งท่ามกลางความมืดมิดแบบนี้
ตลอดทางเดินที่แคบและลึก ศิลาไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาเดินด้วยจังหวะที่มั่นคงและเงียบเชียบ จนกระทั่งแสงไฟจากปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏขึ้น มันไม่ใช่แสงไฟธรรมดา แต่เป็นแสงสีส้มสลัวที่ลอดผ่านรอยแยกของแผ่นหิน
เมื่อเดินพ้นทางเดินแคบๆ ออกมา สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอารินรดาต้องเบิกตากว้าง เธอไม่ได้อยู่ในอาคารที่เธอคุ้นเคยอีกต่อไป เบื้องหน้าคือห้องโถงกว้างที่มีชั้นวางวัตถุโบราณนับร้อยชิ้นวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่ละชิ้นมีป้ายชื่อติดไว้ด้วยลายมือที่ดูเก่าคร่ำคร่า
"นี่มัน... พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวงั้นเหรอ?" รินรดากระซิบด้วยความตกตะลึง
"นี่คือคลังสมบัติที่ถูกลบออกจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของตระกูลคุณ" ศิลาหยุดยืนอยู่หน้าวัตถุชิ้นหนึ่ง มันคือรูปปั้นสำริดรูปร่างประหลาดที่ดูไม่เหมือนศิลปะยุคใดที่เธอเคยศึกษามา "และทุกชิ้นในนี้... มีเลือดของบรรพบุรุษคุณเป็นเครื่องเซ่นสังเวย"
เขายื่นมือไปแตะรูปปั้นนั้น ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ก็ปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือของเขา รินรดาหน้าซีดเผือด เธอรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่พุ่งตรงเข้ามายังหน้าอก ราวกับว่าวัตถุเหล่านี้กำลังเรียกร้องหาบางอย่างที่อยู่ในตัวเธอ
"อย่าแตะมัน!" รินรดาร้องเตือนเมื่อเห็นศิลาเริ่มหลับตาลง ร่างกายของเขาสั่นเกร็งราวกับกำลังถูกสูบพลังงาน
"ฉันหยุดไม่ได้แล้ว รินรดา" ศิลาหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว "ประตูนี้ไม่ได้เชื่อมแค่ห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ แต่มันเชื่อมต่อกับสิ่งที่แม่คุณพยายามจะผนึกไว้... และตอนนี้ มันกำลังจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินที่ฟังดูทรงอำนาจและเยือกเย็นจนคนทั้งสองต้องหันกลับไปมอง รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาร่างของชายชราในชุดสูทสีเทาเข้มยืนตระหง่านอยู่ตรงปากทางเดินลับ ในมือของเขาถือไม้เท้าหัวทองเหลืองที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็นของคนคนเดียวกับที่ปรากฏในภาพนิมิตวันเกิดเหตุที่แม่ตาย
"ในที่สุด... ความทรงจำที่หายไปก็กลับมาบรรจบกันเสียที" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดทับคนฟังจนหายใจไม่ออก "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รินรดา... หลานรักของปู่"
รินรดาสั่นไปทั้งร่างเมื่อความจริงปะทะเข้ากับโสตประสาทอย่างจัง ศิลาไม่ได้เป็นเพียงแค่ภัณฑารักษ์ที่เธอเชื่อใจ แต่เขากำลังก้าวถอยหลังไปยืนเคียงข้างชายชราคนนั้นด้วยท่าทีนอบน้อม
"ขอโทษด้วยนะรินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก "ผมไม่มีวันเลือกคุณ... มากไปกว่าภารกิจที่ผมต้องทำ"
ความมืดมิดในห้องลับดูจะขยายตัวขึ้นจนกลืนกินทุกสิ่ง แสงไฟจากวัตถุโบราณนับร้อยเริ่มกระพริบถี่ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นระรัวในจังหวะสุดท้าย รินรดาพบว่าตัวเองถูกล้อมไว้ด้วยความลับที่เธอพยายามตามหา และในวินาทีที่ชายชราก้าวเข้ามาใกล้ เธอก็รับรู้ได้ถึงความหนาวเหน็บที่แท้จริง... ว่าศิลาไม่เคยเป็นพันธมิตรของเธอเลยตั้งแต่ต้น
กำมะหยี่สีแดงหวังว่าคุณจะยังไม่หายใจติดขัดไปเสียก่อนนะคะ เพราะตอนต่อไปความจริงที่โหดร้ายกว่านี้กำลังรอคุณอยู่ค่ะ
รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 21
ห้องลับใต้ห้องสมุด
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!