เสียงสะท้อนจากปลายพู่กันทองคำบนแผ่นกระดาษซวนจื่อยังไม่ทันแห้งสนิท กลิ่นอายของความโกลาหลเบื้องล่างตำหนักรับรองก็ลอยระเหยขึ้นมาแตะจมูก ประหนึ่งควันไฟที่กรุ่นลอยจากเตาถ่านมรณะ
"คุณหนูรองไป๋เจ้าคะ... ด้านล่างนั้น..."
สาวใช้คนสนิทของไป๋ลี่อินละล่ำละลักวิ่งเข้ามาในห้องแต่งตัว ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ดรุณีผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงชะงักมือที่กำลังบรรจงทาชาดสีแดงสดบนริมฝีปาก นางตวัดสายตาคมปลาบดั่งใบมีดซ่อนคม มองบ่าวไพร่ที่เสียมารยาทด้วยความขัดแย้งในอก
"มีเรื่องอันใดให้ต้องอกสั่นขวัญแขวนถึงเพียงนั้น ลี่อินมิใช่สั่งสอนเจ้าให้รู้จักสำรวมกิริยาอยู่เสมอหรือ?" ไป๋ลี่อินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็น นางวางแท่งชาดลงบนโต๊ะเครื่องประดับไม้ฮวาหลีอย่างเชื่องช้า ก่อนจะลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อนให้เข้าที่ "งานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมืองในค่ำคืนนี้ เหล่าคุณหนูและฮูหยินตระกูลใหญ่ต่างมารวมตัวกันเพื่อถวายพระพรไทเฮา เหตุใดเจ้าจึงทำตัวราวกับบ้านแตกสาាយสาคูเช่นนี้"
"เรียนคุณหนู... บ่าว... บ่าวได้ยินเสียงประกาศจากหน้าตำหนักใหญ่แล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้หอบหายใจถี่กระชั้น "ฉินอ๋อง... ฉินอ๋องเสด็จมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!"
รอยยิ้มพึงใจผุดขึ้นที่มุมปากของไป๋ลี่อินทันที นางก้มมองสำรวจความงามของตนเองในกระจกสำริดอีกคราด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในค่ำคืนนี้ นางคือดาวเด่นที่เตรียมตัวมาอย่างไร้ที่ติ ทั้งบทกลอนที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระพร และชุดผ้าไหมแพรต่วนนำเข้าจากเจียงหนาน ยิ่งไปกว่านั้น... นางยังได้รับคำสัญญาเป็นนัยจากแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว สามีในนามของพี่สาวผู้ล่วงลับ ว่าจะหาโอกาสแนะนำนางให้ฉินอ๋องผู้เยือกเย็นและทรงอำนาจได้รู้จัก
เซียวจ้านถิง... บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ที่ไม่เคยชายตาดูล่อลวงสตรีใด หากนางสามารถกุมหัวใจหรือแม้แต่สร้างความประทับใจให้เขาได้ สถานะของตระกูลไป๋และตัวนางเองจะทะยานขึ้นสูงเสียดฟ้า ชนิดที่ต่อให้มีสิบตระกูลไป๋ก็มิอาจเทียบเคียง
"ท่านพี่อวี้คงรอข้าอยู่ที่ลานจัดเลี้ยงแล้วกระมัง" ไป๋ลี่อินยกมุมปากยิ้มอย่างถือดี นางก้าวเดินด้วยจังหวะก้าวที่งดงามราวกับนางพญาหงส์ ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนักใหญ่ เสียงประกาศก้องกังวานจากขันทีหน้าพระพักตร์กลับทำให้ฝ่าเท้าของนางต้องชะงักค้าง
"ฉินอ๋องเสด็จพร้อมด้วย... แม่หญิงไป๋ลี่หลิน แขกคนสำคัญแห่งจวนอ๋อง!"
สิ้นเสียงประกาศนั้น ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของไป๋ลี่อิน รอยยิ้มบนใบหน้างามแข็งค้างดั่งถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งพันปี ลมหายใจของนางสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
*ไป๋ลี่หลิน?!*
สตรีไร้ค่าผู้นั้น... สตรีที่นางและแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวร่วมมือกันกำจัดฝังกลบลงใต้ดินไปแล้วอย่างเลือดเย็น เหตุใด... เหตุใดนางจึงมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้! และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เหตุใดนางจึงก้าวเดินเคียงข้างบุรุษที่น่าเกรงขามที่สุดในแผ่นดินอย่างฉินอ๋อง เซียวจ้านถิง!
ณ บริเวณลานจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวง แสงจากโคมไฟนับพันดวงสาดส่องระยิบระยับราวกับดวงดาวบนพื้นดิน บรรยากาศที่เคยครื้นเครงพลันเงียบกริบลงทันch ทุกสายตาของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ และบรรดาคุณหนูตระกูลต่างๆ ต่างหันขวับไปมองยังทางเข้าเป็นตาเดียว
เซียวจ้านถิงก้าวเดินด้วยฝ่าเท้าหนักแน่นมั่นคง อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายมังกรทะยานเมฆขับเน้นให้ร่างสูงสง่าดูน่าเกรงขามและดุดันดุจพญามาร ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องกลั้นหายใจมิใช่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่เป็นมือหนาข้างหนึ่งที่กำลังกุมมือเรียอบอบบางของสตรีผู้หนึ่งไว้อย่างทะนุถนอม
ไป๋ลี่หลินในยามนี้ งดงามจนสะกดทุกดวงตาให้หยุดนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีแดงชาดตัดกับสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกเหมยล้ำค่า ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเยือกเย็น ทว่าลุ่มลึกดึงดูดใจ ราวกับเซียนสาวผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อพิพากษาโลกหล้า รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวนางเต็มไปด้วยความสง่างาม สูงส่ง และเย่อหยิ่งทระนง จนไม่มีผู้ใดกล้าสบตาตรงๆ
แม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มขุนนาง ถึงกับหน้าถอดสี มือหนากำจอกสุราในมือแน่นจนข้อต่อปูดโปน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา ภาพสตรีที่เขาเคยเหยียบย่ำและผลักไสให้ไปตายอย่างไร้ค่า บัดนี้กลับยืนเคียงข้างบุรุษที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน โดยที่ตัวเขามิอาจแม้แต่จะเอื้อมมือไปแตะต้องนางได้อีกต่อไป
"ถวายบังคมฉินอ๋อง..." เสียงคุกเข่าถวายความเคารพดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าเซียวจ้านถิงมิได้สนใจผู้ใดสายตาคมกลาบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเหล่าขุนนางที่เคยเหิมเกริม ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของอวี้เหวินฮ่าวที่กำลังยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความเคียดแค้นผสมความกลัว
"ลุกขึ้นเถิด" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงสั้นๆ ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนแทบหายใจไม่ออก
เซียวจ้านถิงปรายตามองไป๋ลี่อินที่เพิ่งก้าวเข้ามาสมทบด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางพยายามฝืนยิ้มและย่อกายคารวะเขาอย่างงดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเซียวจ้านถิงกลับมิได้ชายตาแลนางแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวพาไป๋ลี่หลินตรงไปยังที่นั่งประธานฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิและไทเฮามากที่สุด—ตำแหน่งที่ไม่เคยมีสตรีใดในราชสำนักได้รับเกียรติเช่นนี้มาก่อน
ไป๋ลี่อินกำชายเสื้อแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ความริษยาแผดเผาร่างกายของนางจนร้อนรุ่มดั่งถูกไฟสุม นางก้าวออกมารabตoท่ามกลางความเงียบ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมที่แฝงความหยามเหยียดไว้ลึกๆ
"ทูลฉินอ๋อง... หม่อมฉันเห็นว่าสตรีผู้นี้... พี่สาวของหม่อมฉัน ไป๋ลี่หลิน นางเคยมีคดีความติดตัวและมีข่าวลือที่ไม่ค่อยสง่างามนัก เกรงว่าจะทำให้พระเกียรติของท่านอ๋องต้องมัวหมองนะเจ้าคะ..."
คำพูดของไป๋ลี่อินเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผืนน้ำนิ่งสนิท บรรดาฮูหยินและคุณหนูต่างพากันซุบซิบนินทา หลายคนส่งสายตารังเกียจเดียดฉันท์มายังไป๋ลี่หลินทันทีตามที่ไป๋ลี่อินต้องการ
ทว่า... ไป๋ลี่หลินกลับมิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงแย้มรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้พิษที่ผลิบานในยามราตรี ดวงตาสトกคู่คมหันไปสบตากับน้องสาวต่างมารดาผู้หน้าเนื้อใจเสืออย่างช้าๆ
"โอ้? ข่าวลือเช่นนั้นหรือ..." ไป๋ลี่หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส ไพเราะดั่งเสียงขลุ่ยหยก ทว่าเย็นเยียบเสียจนผู้ฟังต้องสันหลังวาบ "แล้วข่าวนลือที่ว่า... คุณหนูรองไป๋แอบลักลอบพบปะกับสามีของพี่สาวตนเองตั้งแต่ข่ายังไม่สิ้นลมหายใจเล่า เจ้าค่ะ... งดงามและสอดคล้องกับคุณธรรมของสตรีตระกูลไป๋เพียงใดกัน?"
ฉับพลัน! ลานจัดเลี้ยงทั้งงานตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ชนิดที่แม้แต่เสียงเข็มตกสักเล่มก็ยังได้ยิน บรรดาขุนนางต่างหันขวับไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ ขณะที่แม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวหน้าถอดสี ร้องเสียงหลงด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ไป๋ลี่หลิน! เจ้ากล้ากล่าววาจาเหลวไหลอันใดต่อหน้าพระพักตร์!"
"เหลวไหลอย่างนั้นหรือ?" ไป๋ลี่อินก้าวออกมายืนเคียงข้างไป๋ลี่หลินด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง นางใช้สายตาเฉียบคมกวาดมองรอบงาน ก่อนจะสะบัดมือเรียกขันทีผู้หนึ่งก้าวออกมารายงาน
เซียวจ้านถิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธาน มุมปากหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ เขามิได้เอ่ยขัดขวางอันใด ปล่อยให้สตรีในดวงใจของเขาได้แสดงฝีมือตบหน้าเหล่าสุนัขรับใช้พวกนี้ด้วยตนเองอย่างสง่างาม
ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลง ถือกำไลหยกเลือดหมูชิ้นหนึ่งชูขึ้นสูง "ทูลไทเฮา ทูลฝ่าบาท นี่คือหลักฐานการลอบสังหารฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพในอดีต และ... ตราประทับลับของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวที่ใช้ติดต่อกับแคว้นศัตรูพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ทุกสิ่งรอบตัวราวกับหยุดหมุน ใบหน้าของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวและไป๋ลี่อินซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตา ความตกใจสุดขีดเข้าเกาะกุมหัวใจของพวกเขาทั้งสอง
ไป๋ลี่หลินโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของไป๋ลี่อินด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์
"เกมเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น... น้องรัก เจ้าเตรียมตัวรับผลกรรมที่จะตามมาหรือยัง?"
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าอีกผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับราชโองการลับสีทองอร่ามในมือ ถือเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิด้วยมือที่สั่นเทา
"ฝ่าบาท... พระราชโองการด่วนจากชายแดนเหนือ... แม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทรยศแผ่นดิน มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและร่วมทวงคืนความแค้นไปพร้อมกับลี่หลินนะคะ หวังว่าทุกท่านจะชื่นชอบตอนนี้นะคะ
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 21
งานเลี้ยงกระชับอำนาจ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!