กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่เบื้องหลังม่านไหมปักลายหงส์ทอง ภายในห้องหนังสือลับของจวนอ๋องรองยามราตรีนี้ มืดสลัวและอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ไป๋ลี่หลินซ่อนกายอยู่หลังฉากกั้นลายภาพทิวทัศน์หุบเขาหมอกขาว ปลายนิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างสัมผัสกระดาษสาแผ่นบางที่เพิ่งถูกส่งต่อมาจากหน่วยข่าวกรองเงา แผนผังค่ายกลทหารและรายชื่อขุนนางที่แปรพักตร์ถูกจารึกไว้อย่างละเอียด ยิ่งอ่าน ดวงตาหงส์คู่นั้นก็ยิ่งทอประกายลẫกดุจผิวน้ำนิ่งในคืนเดือนมืด แต่ลึกลงไปกลับซ่อนเพลิงโลกันตร์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
"เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าตระกูลอวี้จะยอมเอาชื่อเสียงและตระกูลหลายชั่วอายุคนมาเดิมพันกับการกบฏครั้งนี้?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เซียวจ้านถิง หรือฉินอ๋อง ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยุงแกะสลักลวดลายวิจิตร สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังเงาร่างขององค์ชายรองที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
"ท่านอ๋อง... หรือจะเรียกว่า 'พันธมิตร' ของหม่อมฉันดีเล่าเพคะ" เสียงหวานหยดย้อยแต่แฝงไว้ด้วยพิษสงดังขึ้นจากมุมมืด ไป๋ลี่อิน ก้าวออกมาจากเงาแสงตะเกียง นางสวมชุดผ้าแพรต่วนสีแดงเพลิงขับผิวให้ผุดผ่อง ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับงดงามชวนสะพรึง "ท่านพี่อวี้เหวินฮ่าวสามีของพี่สาวข้า... บัดนี้ได้กุมบังเหียนกองกำลังรักษาพระนครครึ่งหนึ่งไว้ในมือแล้ว หากไร้ซึ่งตระกูลอวี้หนุนหลัง องค์ชายรองผู้ไร้ซึ่งความชอบธรรม จะกล้าหาญชาญชัยพอจะยกทัพเข้าประชิดประตูวังหลวงได้อย่างไรกันเล่าเพคะ"
ลี่หลินที่ซ่อนตัวอยู่ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ความแค้นในอดีตชาติโหมกระหน่ำซัดเข้าใส่หัวใจดั่งคลื่นยักษ์ ภาพวันที่นางถูกตระกูลอวี้หักหลัง ถูกน้องสาวต่างมารดาผู้นี้กรอกยาพิษและมองดูความตายอย่างเลือดเย็น กลับมาฉายชัดในห้วงนึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
*ดี... ดีจริงๆ* ลี่หลินคิดในใจอย่างเยือกเย็น
ในเมื่อพวกมันกระหายอำนาจถึงเพียงนี้ นางก็จะถางทางโรยด้วยกลีบกุหลาบอาบยาพิษให้พวกมันเดินขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ก่อนจะถีบตกลงมาให้แหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
"หมากตานี้เดิมพันด้วยแผ่นดิน หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว หัวของพวกเราทุกคนคงต้องไปประดับอยู่บนกำแพงเมือง" ฉินอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเหี้ยมเกรียมของบุรุษผู้คร่ำหวอดในสนามรบ "แต่ข้าชอบความเสี่ยง... โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มีตระกูลอวี้เป็นเบี้ยให้ใช้สละทิ้ง"
"ท่านอ๋องทรงปรีชาญาณยิ่งนักเพคะ" องค์ชายรองแย้มสรยุทธ์อย่างลำพองใจ โดยหารู้ไม่ว่าทุกย่างก้าวของตนอยู่ในกำมือของสตรีที่ตนเคยดูแคลน
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝีหนามเบาหวิวดั่งขนนกก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกหน้าต่างกระดาษสา ลี่หลินหรี่ตาลงเล็กน้อย นางส่งสัญญาณมือลับให้องครักษ์เงาที่ซุ่มอยู่ ทว่าฉินอ๋องกลับไวกว่า พระหัตถ์หนาคว้ากระบี่ประจำกายขึ้นมาตวัดฟันฉับเดียวทะลุฉากกั้นไม้เข้าใส่เงาดำที่พยายามแอบฟังทันที!
*ฉึก!*
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษสาแลาดลายวิจิตร ร่างของมือสังหารลึกลับร่วงลงมากองกับพื้นพร้อมกับห่อผ้าแพรสีดำที่กำไว้แน่น
ฉินอ๋องก้าวเข้าไปใช้ปลายกระบี่เขี่ยห่อผ้านั้นออก เผยให้เห็นวัตถุบางอย่างที่กลิ้งออกมาสะท้อนกับแสงไฟ
ดวงตาคมกริบของท่านอ๋องหรี่แคบลงทันที เมื่อพบว่าสิ่งนั้นคือ 'ราชโองการลับสละราชสมบัติ' ที่ประทับตราหยกด้วยพระโลหิตของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ซึ่งควรจะสูญหายไปจากท้องพระโรงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน!
ทว่า... ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากวิเคราะห์สถานการณ์ ความเงียบงันก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังขึ้นจากนอกประตูจวน
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นการเดินหมากที่สนุกสนานเสียจริง ฉินอ๋อง... พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์กำลังคุมเกมอยู่ฝ่ายเดียวงั้นหรือ?"
ร่างสูงโปรสง่าของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว ก้าวผ่านประตูเข้ามาอย่างออาจ ท่ามกลางทหารองครักษ์นับร้อยชีวิตที่ปิดล้อมเรือนพักไว้ทุกด้าน ในมือหนาของเขาถือจอกสุราที่ส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาด และที่ทำให้หัวใจของลี่หลินกระตุกวูบ คือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เขาสส่งมาตรงยังทิศทางที่นางซ่อนตัวอยู่... *เขารู้ตัวตนของนางตั้งแต่แรกแล้ว!*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและร่วมทวงคืนความแค้นไปพร้อมกับลี่หลินนะคะ หวังว่าทุกท่านจะชื่นชอบตอนนี้นะคะ
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 22
หมากตานี้เดิมพันด้วยแผ่นดิน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!