ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 2

ตบหน้ากลางงานเลี้ยง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นหอมหวานเย้ายวนของสุราดอกท้อเจือกลิ่นอายกำยานนิลกาฬอบอวลอยู่ทั่วตำหนักอี้หลาน ทว่าสำหรับไป๋ลี่หลินแล้ว บรรยากาศหรูหราโอ่อ่าในงานเลี้ยงรับรองพระราชوาระนี้ไม่ต่างอันใดกับลานประหารที่นางเคยเดินผ่านด้วยหยาดเลือดและน้ำตา "พี่หญิง... ไฉนท่านจึงเอาแต่นั่งนิ่งเงียบเช่นนั้นเล่าเพคะ? หรือว่าเครื่องประดับปักลายหงส์เคียงมังกรที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้ข้าในวันนี้ จะงดงามจนทำให้พี่หญิงถึงกับตื่นตะลึงจนพูดไม่ออกกัน" เสียงหวานราวน้ำผึ้งอาบยาพิษเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองระยิบระยับของ ไป๋ลี่อิน ที่ก้าวเข้ามาใกล้ นางจงใจหมุนตัวอวดสายสร้อยไข่มุกราตรีล้ำค่าที่ห้อยระย้าอยู่บนลำคอระหง สายตาที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและริษยาที่ถูกเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มพ Zเสแสร้ง ลี่หลินไม่ได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย ปลายเรียวนิ้วเรียวสวยที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างค่อยๆ บรรจงหมุนจอกสุราหยกขาวในมืออย่างเชื่องช้า ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองน้องสาวต่างมารดาผู้โง่เขลาด้วยความเวทนา ช่างน่าขันสิ้นดี... อีกฝ่ายคิดว่าการได้ครอบครองเศษสوบอันไร้ค่าที่นางสลัดทิ้งในชาติก่อน คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่กระนั้นหรือ? "ความงดงามที่ได้มาด้วยการแย่งชิงเศษเดรัจฉาน... ต่อให้ประดับด้วยเพชรนิลจินดาจากท้องมังกร ก็ยังคงไร้ซึ่งราคาค่างวดในสายตาของข้าอยู่ดี น้องรอง..." ลี่หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานใสและบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ลี่อินแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมฉายแววริษยาและขุ่นเคืองวับขึ้นมาก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก เมื่อนางสัมผัสได้ถึงสายตานับร้อยคู่ภายในห้องโถงใหญ่ที่เริ่มหันมาจับจ้องด้วยความสนใจ "พี่หญิง! ท่านหมายความว่าอย่างไรกันเพคะ? หรือท่านกำลังกล่าวหาว่าข้า... ว่าข้าแย่งชิงสิ่งใดจากท่าน..." ลี่อินบีบน้ำตาคลอเบ้าอย่างรวดเร็ว สมบทบาทหญิงสาวผู้แสนอาภัพและถูกรังแกได้อย่างแนบเนียน สมกับที่มารดาเลี้ยงของนางอบรมสั่งสอนมาไม่ผิดเพี้ยน รอบกายพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น เหล่าคุณหนูและฮูหยินจากตระกูลขุนนางต่างเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว สามีผู้มักใหญ่ใฝ่สูงของนางในชาติก่อน ซึ่งบัดนี้ยืนเคียงข้างไป๋ลี่อินด้วยท่าทีองอาจ ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองลี่หลินด้วยความไม่พอใจระคนระแวง "ลี่หลิน เจ้าชักจะสามหรับเกินไปแล้วนะ!" อวี้เหวินฮ่าวเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความเกรี้ยวกราด "น้องรองของเจ้ามีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ ไฉนเจ้าจึงต้องกล่าววาจาร้ายกาจใส่ร้ายนางต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!" ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเวทนาเสียจริง... ชายผู้เคยกล่าวคำสาบานรักต่อหน้าน้ำพุสวรรค์ บัดนี้กลับยืนปกป้องหญิงอื่นด้วยความลุกลี้ลุกลนกลัวว่านางอันเป็นที่รักจะแปดเปื้อน ลี่หลินแย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมันต์แรกแย้มกลางหิมะโปรด ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องสันหลังวาบ "ท่านแม่ทัพอวี้... ข้ายังมิได้เอחוถึงผู้ใดไยท่านจึงต้องร้อนรนดั่งไฟลนก้นเช่นนั้นเล่าเพคะ? หรือว่าก้อนเนื้อในอกเสื้อของท่าน มันกำลังร้อนผ่าวเพราะความละอายใจ ที่บังอาจนำของรักของหวงของภรรยาเอก ไปหยิบยื่นให้หญิงคณิกา... อภัยด้วย ข้าหมายถึงน้องสาวต่างมารดาผู้สูงศักดิ์ต่างหากล่ะเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าทรงพลังสะกดทุกสรรพเสียงในห้องโถงให้เงียบกริบลงในทันที ไป๋ลี่อินหน้าถอดสี ร่างระหงสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและอับอายจนแทบลมจับ นางไม่คาดคิดเลยว่าพี่สาวผู้เคยอ่อนแอ ยอมก้มหัวให้ตลอดมา ไฉนวันนี้จึงกล 'เป็นคมมีดที่กรีดแทงหัวใจนางจนพรุนได้ในคราเดียว "บังอาจนัก!" อวี้เหวินฮ่าวตบโต๊ะสุราเสียงดังสนั่นด้วยความบันดาลโทสะ หน้าตาคมเข้มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าผู้หญิงไร้คุณธรรม! แค่เพราะเจ้าริษยาที่ข้าขอถอนหมั้น... เจ้าถึงกับกล้ากล่าวหาบุตรีเสนาบดีและแม่ทัพหลวงกลางงานเลี้ยงหลวงเช่นนี้เชียวหรือ!" ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้ามั่นคงทรงพลังและกลิ่นอายความกดดันอันเยือกเย็นราวกับพายุหิมะก็แผ่ซ่านเข้ามาจากเบื้องนอกประตูตำหนัก "ตำหนักอี้หลานแห่งนี้... ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่อนุญาตให้สุนัขตัวหนึ่งเห่าหอนเสียงดังจนรบกวนเวลาพักผ่อนของเปิ่นหวังได้?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทันใดนั้นร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรทมิฬแซ่บดิ้นเงินก็ก้าวเข้ามา ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วพริบตา ทุกผู้คนต่างพากันคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับด้วยความหวาดกลัว ฉินอ๋อง... เซียวจ้านถิง! บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพิทักษ์บูรพาทิศ ผู้ที่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจสามส่วน ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวป่ากวาดมองผู้คนในห้องโถง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของไป๋ลี่หลินที่ยังคงยืนตระหง่านอย่างสง่างาม ไม่ยอมคุกเข่าลงเช่นคนอื่นๆ อวี้เหวินฮ่าวหน้าซีดเผือด รีบโขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความหวาดหวั่น "ถวายพระพรฉินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉัน..." "เปิ่นหวังไม่ได้ถามเจ้า" เซียวจ้านถิงตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ร่างสูงก้าวย่างผ่านแม่ทัพหนุ่มผู้ไร้ค่าดั่งอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าไป๋ลี่หลิน ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้เสียจนลี่หลินได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมจางๆ จากกายของเขา ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อของนาง คล้ายกำลังค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เพลิงแค้นอันลุกโชน "คุณหนูใหญ่ไป๋..." เซียวจ้านถิงเอ่ยเรียกด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายขบขันคล้ายสนใจ "วาจาเมื่อครู่ของเจ้ารื่นหูยิ่งนัก... สนใจมาเป็นพระชายาเอกในตำหนักอ๋องของเปิ่นหวัง แทนตำแหน่งแม่ทัพไร้ค่าผู้นั้นหรือไม่?" สิ้นคำกล่าวของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ทั่วทั้งตำหนักอี้หลานพลันตกอยู่ในความเงียบงันสนิทราวกับป่าช้า ไป๋ลี่อินถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่ไป๋ลี่หลินยังคงนิ่งสงบ ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น ก่อนจะแย้มยิ้มตอบรับด้วยความท้าทายที่จุดประกายความอันตรายขึ้นในแววตา ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปพร้อมกับข้า... มนตรากรรมสะท้อน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%