ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 3

ถ้วยชาอาบพิษ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกำยานดารากวีที่ลอยวนอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสืออบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเย็นยะเยือกจากสายตาของอวี้เหวินฮ่าวกลับแผ่ซ่านเสียจนเปลวเทียนสีส้มไหววูบคล้ายจะมอดดับลงได้ทุกเมื่อ "เจ้าเปลี่ยนไปมาก... ลี่หลิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยเอ่ยวาจาพะเน้าพะนอในยวันวาน บัดนี้กลับเจือด้วยกระแสความระแวงแคลงใจอย่างชัดเจน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมขุนนางปักลายกิเลนก้าวเข้ามาประชิด โคนนิ้วหนาบีบเข้าที่คางของนางอย่างถือสิทธิ์ ทว่าดวงตาหงส์คู่สวยกลับมิได้ไหวระริกด้วยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนเรียวปากสีชาด คล้ายกำลังเยาะหยันความโง่เขลาที่ยังไม่รู้ตัวของบุรุษตรงหน้า "ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรหรือคะ?" ข้าเอ่ยทวนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทอดสายตามองบุรุษผู้เคยเป็นสามีและเป็นผู้ผลักข้าลงสู่ขุมนรกแห่งความตายในชาติภพก่อน หัวใจดวงนี้ด้านชาเสียจนแทบไม่หลงเหลือความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ อีก มีเพียงความแค้นที่สลักลึกดั่งรอยเหล็กไฟบนแผ่นหิน "แต่ก่อนเจ้าเป็นเพียงสตรีโง่เขลาในเรือนหลัง ที่รู้เพียงวิธีเย็บปักถักร้อยและคอยปรนนิบัติข้า แต่วันนี้... แววตาของเจ้า เหตุใดจึงคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของข้าได้เช่นนี้เล่า?" อวี้เหวินฮ่าวหรี่ตาลงอย่างพิจารณา มือที่บีบคางนางออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อเค้นหาพิรุธ ข้าเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ร่างกายที่เคยอ่อนแอใกล้ตายในชาตินี้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยความรู้ทางการแพทย์อันล้ำเลิศและโอสถทิพย์ การจะทำให้บุรุษมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นนี้คลายความสงสัย ย่อมต้องใช้ทั้ง "ไมตรี" และ "ยาพิษ" ควบคู่กันไป "หากข้ายังคงเป็นสตรีโง่เขลาไร้สติปัญญาเช่นวันวาน เกรงว่าเรือนสกุลอวี้แห่งนี้คงพังทลายลงด้วยน้ำมือของอนุผู้ต่ำต้อยไปนานแล้วกระมังคะ... ท่านพี่เองก็ทรงงานหนักเพื่อราชสำนัก ข้าในฐานะฮูหยินเอก ย่อมต้องมีหูตาที่กว้างไกลขึ้นบ้างเป็นธรรมดา" คำพูดของนางทิ่มแทงใจดำของอวี้เหวินฮ่าวเข้าอย่างจัง เขารู้ดีว่าเบื้องหลังความทะเยอทะยานของตนต้องพึ่งพาอำนาจและเงินทองจากตระกูลไป๋ และในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไป๋ลี่อินน้องสาวต่างมารดาของนาง ก็เริ่มเป็นที่เคลือบแคลงในหมู่บ่าวไพร่ เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มคลายความสงสัยลงบ้างแล้ว ข้าจึงผันกายเดินไปยังโต๊ะไม้จันทน์หอม ชงชาอุ่นร้อนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของดอกเหมยยามค่ำคืน แต่ทว่า... ภายในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนวลนั้น กลับเจือไว้ด้วยผงโอสถไร้สีไร้กลิ่นชนิดหนึ่ง เป็นพิษเย็นที่หากดื่มเข้าไปจะไม่ตายในทันที แต่จะออกฤทธิ์กัดกร่อนประสาทสัมผัส ทำให้ผู้ดื่มหลับใหลอย่างยาวนานและสูญเสียความทรงจำบางช่วงบางตอนไปชั่วคราว ข้าจงใจรินชาลงในถ้วยสองใบ ใบหนึ่งยื่นให้อวี้เหวินฮ่าว อีกใบหนึ่ง... ข้าถือมันไว้เอง "ท่านพี่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ดื่มชาร้อนๆ สักจอกเถิดค่ะ" อวี้เหวินฮ่าวมองถ้วยชาในมือของภรรยา สลับกับใบหน้าที่นิ่งสงบไร้พิษภัยของนาง ความลังเลฉายชัดขึ้นในแววตาเหยี่ยว เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์และระแวดระวังตัวแจ ย่อมไม่ยอมดื่มอะไรที่ภรรยานำมาให้โดยง่าย เว้นแต่... ข้าคลี่ยิ้มเยาลึกล้ำ ยกถ้วยชาขึ้นจิบต่อหน้าเขา อึกแล้วอึกเล่าจนหมดถ้วย รสชาติขมปร่าบาดคอแผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก น้ำชาผสมพิษไหลผ่านลำคอลงสู่8ร่างกายนางอย่างไม่สะทกสะท้าน ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยแค่นี้ เทียบไม่ได้เลยกับความทรมานที่ข้าเคยได้รับบนกองเพลิงแห่งความตายในชาตินั้น "เห็นหรือไม่คะ... ปลอดภัยดี" ข้าเอ่ยพร้อมกับวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะ ดวงตาส2คู่ประสานกันนิ่ง อวี้เหวินฮ่าวเห็นดังนั้นความระแวงจึงมลายหายไปจนสิ้น เขาคิดว่านางคงเพียงต้องการแสดงความเอาใจใส่เพื่อผูกใจเขาไว้ดังเช่นสตรีทั่วไป รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากก่อนที่เขาจะรับถ้วยชาอีกใบมาดื่มจนหมดเกลี้ยงในรวดเดียว โดยหารู้ไม่ว่า... นั่นคือจุดเริ่มต้นของการขุดหลุมฝังศพให้แก่บ่าวไพร่ทรยศที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ยามที่ฤทธิ์ยาเริ่มแผ่ซ่าน อวี้เหวินฮ่าวขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกถึงความหนักอึ้งที่เปลือกตา ทว่าก่อนที่สติของเขาจะเลือนราง ข้าก็แกล้งทำทีเป็นเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงตกใจระคนหวาดกลัว "ตายจริง... บ่าวรับใช้ด้านนอกคงจะย่ามใจเกินไปแล้วกระมังคะ ถึงได้กล้าแอบลักลอบนำบัญชีลับของท่านพี่ไปขายให้คนนอกเช่นนี้" ประโยคเดียวดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน อวี้เหวินฮ่าวที่กำลังจะเคลิ้มหลับเบิกตากว้างขึ้นทันที ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนระงับไม่อยู่ "เจ้าว่ากระไรนะ! ใครบังกล้า!" "หากท่านพี่ไม่เชื่อ ลองออกไปดูที่ระเบียงทางเดินเรือนปีกขวาในยามนี้สิคะ... ท่านจะได้เห็นกับตาว่า 'คนสนิท' ที่ท่านไว้ใจนักหนา กำลังทำสิ่งใดลับหลังท่านอยู่" ข้ากระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากขุมนรก ยามที่ร่างสูงเซถลาออกจากห้องหนังสือด้วยฤทธิ์ยาและโทสะที่สุมอก ข้าจึงค่อยๆ ก้าวตามออกไปเงียบๆ ในความมืดของค่ำคืนนี้ หมากตานี้... ข้าเป็นผู้เดินเอง และเหยื่อทุกตัวจะต้องดิ้นรนอยู่ในกำมือของข้าอย่างไม่มีทางหลีกหนี ทว่า ในจังหวะที่ข้ากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูเพื่อไปชมดูผลงานอันงดงามของตนเองนั้น ปลายเท้าพลانชะงักกุนกิก เมื่อเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวง ผู้ซึ่งไม่ควรจะปรากฏตัว ณ เรือนหลังนี้ในยามวิกาล กลับยืนขวางทางเดินอยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัว ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ของ 'ฉินอ๋อง' เซียวจ้านถิง ทอดมองลงมาที่นางด้วยแววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายอันตราย "พระชายา... ดูท่าทางค่ำคืนนี้ของเจ้า จะสนุกสนานกว่าที่เปิ่นหวางคิดไว้เสียอีกกระมัง?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมไปพร้อมกับข้า... มนตรากรรมสะท้อน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%