กลิ่นอายจางๆ ของกำยานกฤษณาหมุนวนขึ้นเป็นเกลียวสีเทาหม่น ก่อนจะสลายตัวไปในความเงียบงันของห้องหนังสือลับที่ตั้งอยู่ ณ ชั้นสูงสุดของหอตำราหลวง แสงไฟจากตะเกียงสำริดรูปหงส์ส่องกระทบลงบนแผ่นกระดาษเซวียนจื่อเนื้อดี ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาคมกริบราวเหยี่ยวพญาหาใช่ตัวอักษรพู่กันเหล่านั้นไม่ หากแต่เป็นภาพวาดเหตุการณ์ความวุ่นวายภายในจวนแม่ทัพอวี้ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดลออทุกฝีก้าว
เซียวจ้านถิง หรือ ฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพิทักษ์บูรพาทรงแย้มสรุปที่มุมพระโอษฐ์ รอยยิ้มนั้นมิได้สะท้อนความอบอุ่น หากแต่เยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเหมันต์ นิ้วพระหัตถ์เรียวยาวเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้จันทน์แดงเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง
"นางมิได้ใช้กำลังแม้แต่น้อย... แต่กลับทำให้หมากทุกตัวบนกระดานของตระกูลไป๋เดินไปตามทิศทางที่นางต้องการอย่างงดงาม"
สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจพึมพำกับความว่างเปล่า ทอดพระเนตรไปยังภาพของสตรีในชุดฮูหยินสีขาวปักลายเหมันต์—ไป๋ลี่หลิน ดวงตาคู่นั้นในภาพวาดช่างเปี่ยมด้วยประกายระยับที่เย้ยหยันโชคชะตา เป็นดวงตาที่มิได้มีความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดใดๆ อีกต่อไป ตั้งแต่นางฟื้นคืนชีพกลับมาจากขุมนรกแห่งความตาย
ในห้องรับรองชั้นในของจวนไป๋ ไป๋ลี่หลินกำลังนั่งประจันหน้ากับไป๋ลี่อินผู้เป็นน้องสาวต่างมารดา บรรยากาศรอบตัวนางสงบนิ่งราวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่ทำให้อีกฝ่ายหายใจไม่ทั่วท้อง
"พี่ใหญ่... ท่านหมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ?" ไป๋ลี่อินกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางพยายามปั้นหน้าให้ดูน่าสงสารเช่นทุกครา ทว่ายามนี้มันกลับดูบิดเบี้ยวในสายตาของลี่หลิน
"น้องรอง เจ้าเป็นคนฉลาด ไยจะต้องให้พี่ต้องพูดซ้ำ" ลี่หลินยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมละมุนของชาหลงจิ่งลอยกรุ่นแตะนาสิก รอยยิ้มที่มุมปากของนางงดงามทว่าไร้ซึ่งความรู้สึก "เรื่องยาบำรุงที่เจ้า 'กรุณา' ส่งไปให้ฮูหยินผู้สูงอายุในเรือนใหญ่เมื่อวานนี้ เกรงว่าหมอหลวงคงจะต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกนานทีเดียวกว่าความจริงจะปรากฏ... หรือเจ้าอยากให้ข้าเชิญท่านหมอมาเปิดเผยต่อหน้าบิดatด้วยตนเองเล่า?"
"ท่าน... ท่านใส่ร้ายข้า!" ลี่อินผุดลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดสตรีโง่เขลาเบาปัญญาที่เคยถูกนางเหยียบย่ำในอดีต ถึงได้พลิกผันกลายเป็นปีศาจที่รู้ทันแผนการทุกอย่างของนางได้รวดเร็วเพียงนี้
"ใส่ร้ายหรือ?" ลี่หลินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงกระทบกันเบาๆ ชวนให้ใจหายวาบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยตรง แววตานั้นคมกริบดุจใบมีดน้ำแข็งที่พร้อมจะกรีดเฉือนหัวใจคนได้ทุกเมื่อ "คนเราหากไม่ทำเรื่องชั่วช้า ย่อมไม่ต้องหวาดกลัวเงาของตนเอง ลี่อิน... จำไว้ว่าหนี้เลือดในชาติก่อน ข้ายังไม่ได้เริ่มคิดบัญชีกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย จงเก็บแรงของเจ้าไว้รับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงเถอะ"
คำพูดนั้นทิ้งน้ำหนักลงบนความเงียบงันจนน่าอึดอัด ลี่อินทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ด้วยความหมดแรง สติปัญญาและแผนการที่นางเคยภาคภูมิใจถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีด้วยวาเพียงไม่กี่คำของพี่สาว
ทว่า ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ภายในตำหนักฉินอ๋องอันวิจิตรตระการตา เกมการเมืองในเรือนหลังของตระกูลไป๋กลับกลายเป็นความบันเทิงล้ำค่าสำหรับบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ สายรายงานว่าฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพจัดการน้องสาวต่างมารดาจนมุมอย่างราบคาบ โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่ปลายนิ้วก้อย" องครักษ์เงาคนสนิทคุกเข่าลงรายงานด้วยความเคารพ พร้อมกับยื่นม้วนกระดาษรายงานลับฉบับล่าสุดถวาย
เซียวจ้านถิงรับม้วนกระดาษนั้นมาคลี่ออกอ่าน สายพระเนตรกวาดผ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างพินิจพิเคราะห์ มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง ประกายในดวงตาคมกริบฉายแววพึงพอใจอย่างเปิดเผย
"น่าสนใจยิ่งนัก..." สุรเสียงทุ้มพึมพำเบาๆ "นางมิใช่ดอกไม้บอบบางที่รอวันเหี่ยวเฉาในเรือนหลังอีกต่อไปแล้ว... แต่นางคือคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักอันงดงาม"
เซียวจ้านถิงทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสง่างามในอาภรณ์สีดำปักดิ้นทอง ทรงก้าวพระบาทไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงยามค่ำคืน พระองค์ทรงคิดทบทวนแผนการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น การเมืองในราชสำนักกำลังแบ่งเป็นสองฝั่กฝ่าย ฮ่องเต้อ่อนแอและถูกครอบงำด้วยขุนนางกังฉิน ในขณะที่ตระกูลอวี้ของสามีเก่าลี่หลินกำลังคิดการใหญ่ร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามของพระองค์
หากใช้สตรีผู้นี้เป็นหมากตัวสำคัญ... เกมการแย่งชิงบัลลังก์นี้คงจะสนุกขึ้นอีกเป็นกอง
"เตรียมการ..." เซียวจ้านถิงตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดดุจประกาศิตสวรรค์ "ส่งของขวัญชิ้นพิเศษไปให้ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพ... บอกนางว่า เป็นน้ำใจจาก 'สหายผู้ร่วมอุดมการณ์' ในเงา"
องครักษ์เงารับคำและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในความมืด
ในยามดึกสงัด ณ เรือนพักส่วนตัวของไป๋ลี่หลิน นางกำลังนั่งทบทวนบัญชีแค้นในสมุดบันทึกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทันใดนั้น เสียงเคาะเบาๆ ที่หน้าต่างก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ลี่หลินขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้าไปเปิดหน้าต่างออกอย่างระแวดระวัง
ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น มีเพียงกล่องไม้จันทน์แกะสลักลวดลายประณีตวางอยู่บนขอบหน้าต่าง พร้อมกับจดหมายผนึกด้วยครั่งประทับตราลายพยัคฆ์แห่งตำหนักฉินอ๋อง
ลี่หลินหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความประหลาดใจ เมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรลายมือพู่กันที่ทรงพลังและงดงาม ดวงตากลมโตคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เคยด้านชาเต้นระรัวขึ้นมาอย่างผิดจังหวะ
ข้อความในจดหมายสั้นกระชับ ทว่ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุด:
*"หมากกระดานนี้... ท่านเล่นได้งดงามยิ่งนัก ฮูหยินไป๋ หากสนใจจะร่วมมือกับข้าเพื่อโค่นล้มศัตรูร่วมกัน คืนนี้ยามสาม... พบกันที่ศาลาริมน้ำนอกจวนตระกูลอวี้"*
ยังไม่ทันที่ลี่หลินจะทันได้ตั้งสติกับข้อความอันอמתกและอันตรายเบื้องหน้า แสงไฟจากคบเพลิงสว่างวาบขึ้นที่ประตูทางเข้าเรือน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยامที่กำลังกรูเข้ามาล้อมเรือนของนางเอาไว้ทุกด้านอย่างกะทันหัน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมไปพร้อมกับข้า... มนตรากรรมสะท้อน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 8
สายตาที่จับจ้องจากที่สูง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!