กลิ่นอายจางๆ ของกำยานไม้กฤษณาและสนิมเหล็กเจือจางในอากาศยามราตรี เงาร่างระหงของไป๋ลี่หลินทอดทาบลงบนผืนกระดาษสา ปลายพู่กันขนกระต่ายจรดลงด้วยน้ำหมึกสีชาดอย่างมั่นคง ทุกตวัดเส้นสายล้วนระบุชื่อขุนนางฉ้อฉลในสังกัดของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวอย่างแม่นยำ ราวกับนางกำลังสลักรายชื่อเหล่านั้นลงบนป้ายวิญญาณล่วงหน้า
"เจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ... หรือว่ารอนแรมมาไกลจนลืมไปแล้วว่า ศาลาแปดเหลี่ยมแห่งนี้คือเขตพระราชฐานชั้นใน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาบดเบียด ทว่าทรงพลังอำนาจจนบรรยากาศรอบกายพลنينเยียบเย็นลงทันตาเห็น เซียวจ้านถิงก้าวพ้นเงาไม้ไผ่สีนิลเข้ามา เรือนกายสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด ดวงเนตรคมกลาบราวพญาเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองนางนิ่งสนิท ทว่าลึกล้ำดั่งเหวลึกที่พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ลี่หลินมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงวางพู่กันลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบประสานสายตากับบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘มัจจุราชแห่งแดนเหนือ’ อย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาดุจกลีบเหมยโปรยปรายผุดขึ้นที่มุมปาก
"หากหม่อมฉันเป็นสตรีที่ขลาดเขลา คงไม่กล้ายืนอยู่เบื้องหน้าฉินอ๋องผู้กุมคลังแสงครึ่งแผ่นดินในยามวิกาลเช่นนี้เพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานใสราบบนผืนน้ำนิ่ง "และหม่อมฉันยิ่งมั่นใจว่า... ท่านอ๋องไม่ได้เสด็จมาที่นี่เพื่อจับกุมนักโทษรัตติกาล กระมัง"
มุมพระoษธ์ของเซียวจ้านถิงยกขึ้นเล็กน้อย ความสนเท่ห์ฉายชัดในแววตาคมกริบ สตรีผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามนางยืนอยู่ท่ามกลางกองเลือดในจวนแม่ทัพ นางคือปีศาจผู้ไร้ความปรานี ยามนางยืนอยู่ท่ามกลางกลอุบายในวังหลัง นางคือหมากตัวสำคัญที่เดินเกมได้อย่างไร้ที่ติ และในยามนี้... ยามที่นางเผชิญหน้ากับเขาผู้ซึ่งคนทั้งเมืองหลวงต่างพากันหวาดกลัว นางกลับยืนสง่านิ่งราพณ์เทพเซียนผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน
"เจ้าต้องการอะไรจากข้า แผนผังรายชื่อขุนนางกราบทูลฮ่องเต้พวกนั้น... มิใช่สิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกับคำว่า 'พันธมิตร' ได้ง่ายดายปานนั้นหรอกนะ ไป๋ลี่หลิน"
ฉินอ๋องก้าวเข้าไปประชิดร่างระหง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายสงครามจางๆ แผ่ซ่านเข้าโอบล้อมร่างนาง ทว่าลี่หลินหาได้ถอยหลังหนีแม้แต่ครึ่งก้าว ดวงตาคู่หงส์เปล่งประกายเยือกเย็นและมั่นคง
"หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อขอร้องความช่วยเหลือจากท่านอ๋องเพคะ..." นางเอ่ยแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดั่งใบมีด "แต่หม่อมฉันมาเพื่อ 'มอบชัยชนะ' ที่ท่านอ๋องทรงเฝ้ารอมาตลอดสามปีต่างหาก"
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของเซียวจ้านถิงหรี่แคบลงอย่างอันตราย มือหนาเอื้อมไปยลคางเรียวของนางไว้อย่างถือวิสาสะ นิ้วแกร่งสัมผัสผิวเนียนนุ่มราวกระเบื้องเคลือบชั้นดี ทว่าแฝงด้วยแรงกดดันที่พร้อมจะหักกระดูกได้ทุกเมื่อหากนางพูดจาเหลาะแหเหลว
"บังaญ! เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนจากสตรีเช่นเจ้า"
"เพราะคนสนิทของท่านอ๋อง... กำลังจะถูกพิษกู่สวรรค์ในอีกสามวันข้างหน้าเพคะ"
ลี่หลินเอ่ยสวนขึ้นทันควันโดยไม่รอให้เขาขู่จบ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรของพระองค์อย่างไร้ความหวาดหวั่น "และในแผ่นดินนี้ นอกจากหม่อมฉันแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าที่สามารถถอนพิษชนิดนี้ได้อีก... แม้แต่หมอหลวงประจำราชสำนักก็ทำได้เพียงรอเวลาให้เลือดไหลหมดตัวตายเท่านั้น"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมศาลาแปดเหลี่ยมชั่วขณะ ลมราตรีพัดผ่านจนยอดไผ่ไหวระริน เสียงใบไม้เสียดสีกันราวกับเสียงกระซิบของภูตผี เซียวจ้านถิงจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งนาน แววตาดุร้ายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายลึกล้ำที่อ่านไม่ออก
ข่าวเรื่องอาการป่วยเรื้อรังขององครักษ์เงาคนสนิท ถูกปิดตายไว้ในตำหนักอ๋องอย่างมิดชิด แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่ล่วงรู้ แล้วเหตุใด... สตรีที่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนหลังอย่างไป๋ลี่หลินจึงล่วงรู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
"เจ้าเป็นใครกันแน่..." น้ำเสียงของฉินอ๋องทุ้มต่ำและจริงจังขึ้นหลายส่วน แรงบีบที่คางคลายลงเล็กน้อย ทว่ายังคงตรึงร่างนางไว้ในอาณัติ "เจ้าไม่ใช่แค่บุตรสาวเสนาบดีตกอับผู้หนึ่งแน่ เหตุใดจึงรู้เรื่องลับในตำหนักอ๋องได้"
ลี่หลินแย้มยิ้มเยือกเย็น รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากอดีตชาติที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองเลือด นางปัดมือของเขาออกอย่างแผ่วเบาแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะหันหลังกลับไปมองผืนน้ำระยิบระยับใต้แสงจันทร์
"หม่อมฉันก็คือผู้ที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง... และฟื้นขึ้นมาเพื่อลากคอพวกมันทั้งหมดลงสู่อเวจีอย่างไรล่ะเพคะ" นางหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง "ท่านอ๋อง... เรามาร่วมมือกันเถอะเพคะ หม่อมฉันจะมอบอำนาจทหารในมืออวี้เหวินฮ่าวให้ท่าน เพื่อแลกกับการที่ท่านต้องช่วยหม่อมฉัน... 'ถอนรากถอนโคน'สกุลไป๋และตระกูลอวี้ให้สิ้นซาก"
ข้อเสนอที่เดิมพันด้วยเลือดและหยาดน้ำตาถูกวางลงบนโต๊ะหินอ่อนท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง เซียวจ้านถิงมองสตรีตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ แววตาคมกริบฉายประกายความเหี้ยมเกรียมและเร้าใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"น่าสนใจ... สตรีเช่นเจ้านับว่าหาได้ยากยิ่งนักในแผ่นดิน ตกลง ข้าตกลงร่วมมือกับเจ้า" พระองค์ยื่นมือหนาออกมาตรงหน้า "ฮูหยินไป๋... นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าคือพันธมิตรผู้กุมชะตากรรมร่วมกับเซียวจ้านถิง"
ลี่หลินยกมือเรียวขึ้นวางลงบนฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านผ่านรอยแผลจากการศึก ความเย็นยะเยือกของทั้งคู่ผสานเข้าหากันอย่างลงตัว ราวกับคำสัตย์สาบานที่กรีดลึกลงบนแผ่นศิลา ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และแสงคบเพลิงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาทางทางเดินหินปูนเบื้องล่างอย่างกะทันหัน!
"ใต้เท้า! ทางนี้พะยะค่ะ! มีรายงานว่ามีคนลักลอบพบปะกับฉินอ๋องในเขตหวงห้าม!"
เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของขันทีหลวงดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวที่ก้าวทะยานนำหน้าองครักษ์นับสิบชีวิตพุ่งตรงมายังศาลาแปดเหลี่ยมแห่งนี้ด้วยแววตาอำมหิต และก่อนที่ลี่หลินจะทันได้ชักมือกลับ ร่างสูงของเซียวจ้านถิงก็ดึงรั้งเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงกระซิบกระชากใจที่ดังอยู่ชิดริมใบหู...
"ดูท่า... สามีเก่าผู้แสนดีของเจ้า จะร้อนใจอยากมาเห็นการทรยศของภรรยาตัวเองเสียแล้วกระมัง หึ..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมไปพร้อมกับข้า... มนตรากรรมสะท้อน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 9
ข้อตกลงใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!