กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสมุนไพรต้มเคี่ยวในหม้อดินเผาขนาดใหญ่ ไม่ได้ทำให้สตรีในชุดผ้าป่านสีมอสะท้อนความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวขาวราวหยกสลักกำลังฝังเข็มเงินลงบนจุดชีพจรบริเวณไหปลาร้าของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่นอนหายใจรวยรินอย่างแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวสงบนิ่ง เด็ดเดี่ยว และมั่นคง ดุจดั่งเซียนโอสถผู้สำเร็จวิชาแพทย์ขั้นสูงสุด
"ถอนพิษออกไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว... แต่อีกครึ่งยังคงติดค้างอยู่ที่ชี่และเลือด หากฟ้าสว่างแล้วยังขับออกมาไม่หมด เกรงว่าอวัยวะภายในคงจะแหลกสลาย" เสียงหวานใสหากราบเรียบเอ่ยขึ้น โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเงียบ ๆ
เซียวจ้านถิงกวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายมองสภาพความวุ่นวายภายในศาลาวัดร้าง ที่บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงหมอสนามชั่วคราว ผู้คนนับร้อยนอนครวญครางจากโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วเมืองอี้โจว พื้นดินเต็มไปด้วยโคลนตมและคราบน้ำหนอง แต่มหาสมุทรแห่งความโกลาหลนี้ กลับถูกสยบลงด้วยสตรีตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวที่กำลังก무จความตายด้วยเข็มเงินในมือ
"เจ้าต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่... ลี่หลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม แฝงความอ่อนโยนเอาไว้ลึกซึ้งจนคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังยังต้องแอบลอบกลืนน้ำลายด้วยความตื่นตะลึง ใครเล่าจะจินตนาการได้ว่า ฉินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย ไร้หัวใจต่อสตรีผู้ใด ยามนี้กลับยอมลดตัวลงมาเดินย่ำโคลนตมในเขตโรคระบาด เพียงเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่กับอดีตฮูหยินผู้ถูกทอดทิ้งนางนี้
ไป๋ลี่หลินตวัดสายตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นลุ่มลึกยากหยั่งถึง นางไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับของตนเอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ชุดที่สวมใส่จะเปรอะเปื้อนคราบโคลนและกลิ่นอยา แต่รัศมีสง่างามเย่อหยิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวนาง กลับเจิดจรัสยิ่งกว่าเครื่องประดับทองคำนับชั่ง
"หม่อมฉันต้องการให้ท่านอ๋องทรงใช้พระบารมี... สั่งปิดล้อมเขตท่าเรือทางทิศตะวันตกในทันทีค่ะ" คำพูดของนางเฉียบขาด ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจเบ็ดเสร็จของอีกฝ่าย
เซียวจ้านถิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "เหตุใดจึงต้องเป็นท่าเรือทิศตะวันตก? หรือเจ้าพบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับต้นตอของโรคระบาดนี้แล้ว"
"โรคระบาดนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติค่ะท่านอ๋อง" ไป๋ลี่หลินก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นดั่งดอกเหมยหลงฤดูโชยปะทะนาสิกของบุรุษหนุ่ม "ฝีพายและตุ่มน้ำหนองเหล่านี้เกิดจากพิษ 'ปทุมโลหิต' ซึ่งนำเข้าจากแคว้นทางใต้ผ่านทางการค้าลักลอบ... และผู้ที่ถือครองเส้นทางการค้านี้เบื้องหลัง มิใช่ใครอื่น นอกจากคนตระกูลไป๋ที่ร่วมมือกับขุนนางกังฉินในราชสำนัก เพื่อหวังทำลายชื่อเสียงของพระองค์ในการลงพื้นที่ครั้งนี้"
ทันทีที่สิ้นคำพูด บรรยากาศรอบตัวของฉินอ๋องก็เย็นเยียบลงฉับพลัน รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุครามที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ดวงตาหงส์หรี่แคบลงด้วยความเหี้ยมเกรียม ไร้ซึ่งความปรานี
"บังaniอาจนัก..." น้ำเสียงรอดไรฟันออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว "พวกมันกล้าเอาชีวิตราษฎรนับหมื่นมาเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจ!"
"อำนาจและความโลภไม่เคยเลือกวิธีการหรอกค่ะท่านอ๋อง" ไป๋ลี่หลินยิ้มหยันที่มุมปาก แววตาฉายแววแค้นเคืองที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดหัวใจ "ในเมื่อพวกมันกล้าเล่นเกมสกปรกเช่นนี้ เราก็ควรจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่กลับไปให้พวกมันได้ตื่นตระหนกกันบ้าง... ดีหรือไม่คะ?"
เซียวจ้านถิงจ้องมองใบหน้างามที่ฉายแววเจ้าเล่ห์และเด็ดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน หัวใจที่เคยด้านชาและด้านชาต่ออิสรีกลับเต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะ สตรีผู้นี้ช่าง... น่าหลงใหลจนน่ากลัว นางไม่ใช่ดอกไม้งามในห้องหอที่รอให้บุรุษปกป้อง แต่นางคือคมดาบอาบยาพิษที่พร้อมจะกรีดแทงศัตรูให้ย่อยยับไปพร้อมกับนาง
"ตามใจเจ้า..." มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฉินอ๋องเคยปฏิบัติกับมนุษย์ "ไม่ว่าเจ้าต้องการทำสิ่งใด เปิ่นหวางจะกาง 300,000 กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬหนุนหลังเจ้าเอง อยากฆ่าใคร... หรืออยากทำลายผู้ใด จงทำตามใจปรารถนา"
สายตาของทั้งสองประสานกันท่ามกลางความโกลาหลของโรงพยาบาลสนาม มันไม่ใช่สายตาแห่งความรักใคร่หวานซึ้งแบบหนุ่มสาว แต่เป็นพันธสัญญาแห่งเลือดและอำนาจ ที่หลอมรวมดวงวิญญาณสองดวงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า... ในจังหวะที่ไป๋ลี่หลินกำลังจะเอ่ยปากวางแผนการขั้นต่อไป เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากด้านนอกศาลาวัด เงาร่างขององครักษ์เงาพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินอ๋องด้วยใบหน้าซีดเผือด
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงมือแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว ซึ่งนำกำลังทหารหลวงมาประชิดชายแดนอี้โจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ร่างบางของไป๋ลี่หลินชะงักกึก รอยยิ้มเย็นเยียบบนริมฝีปากแข็งค้างไปในเสี้ยววินาที นัยน์ตาดำขลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่ออดีตสามีผู้ทรยศ
ก่อนที่นางจะทันได้คิดวิเคราะห์สถานการณ์ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังล้อมรอบศาลาวัดร้างแห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่คุ้นเคยดังทะลุความมืดเข้ามา
"ฮูหยินเอก... เจ้าหนีมาไกลถึงเพียงนี้ คิดไม่ถึงเลยกระมังว่าข้าจะตามมาทวงตัวเจ้ากลับจวนแม่ทัพในสภาพนี้!"
*ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านมรสุมความแค้นมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ... มนตรากรรมสะท้อน*
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 14
เคียงบ่าเคียงไหล่
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!