กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับชื้นของโคลนตมและสมุนไพรต้มยา ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามนี้ไม่ได้กระจ่างใส หากแต่ถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีเทาทะมึนราวกับผืนผ้าดิบที่ถูกย้อมด้วยคราบน้ำตา โรคระบาดปริศนาที่โหมกระหน่ำดั่งพายุร้ายไม่เพียงแต่คร่าชีวิตผู้คนตามตรอกซอกซอยอย่างไร้ความปรานี แต่มันยังเป็นเครื่องมืออันโสโครกที่ตระกูลของไป๋และเหล่าขุนนางกังฉินใช้เพื่อปกปิดความเน่าเฟะเบื้องหลังการกักตุนเสบียง
“ระวังมือหน่อยเจ้าค่ะ อย่าให้หกเด็ดขาด ยานี้คือน้ำทิพย์ต่อชีวิตของพวกเขานะคะ”
เสียงหวานกังวานแต่ทว่าราบเรียบเย็นชาดังขึ้นท่ามกลางเสียงโอดครวญระงมของชาวเมือง ไป๋ลี่อินในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงชาด ยืนอยู่ท่ามกลางความอนธการของโรงทานชั่วคราว นางจงใจสวมชุดที่ดูราวกับเทพเซียนผู้ลงมาโปรดสัตว์ เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสตรีใจบุญถูกจารึกไว้ในความทรงจำของราษฎร ทว่าในดวงตาหงส์คู่นั้นกลับพาดผ่านด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ยามที่ต้องปะปนกับกลิ่นกายและรอยแผลพุพองของผู้ป่วย
ทว่า ในมุมมืดของตรอกแคบห่างออกไปไม่ไกล กลับมีสายคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องภาพการแสดงงิ้วฉากใหญ่นี้ด้วยรอยยิ้มหยัน
ไป๋ลี่อินเอ๋ย เจ้ายังคงโง่เขลาและหลงใหลในเปลือกนอกเช่นเดิม...
ไป๋ลี่หลินในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นเงินทึบอำพรางเรือนร่าง ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งด้วยผ้าแพรบางเบา นางยืนกอดอกพิงผนังอิฐสีเทาเย็นเฉียบของเรือนร้าง ดวงตาคู่คมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองน้องสาวต่างมารดาที่กำลังแจกจ่ายโอสถด้วยความเสแสร้ง ปลายจิ้มลิ้มของลี่หลินแย้มยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับของนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้าสู่กรงขัง
โรคระบาดนี้มิใช่ภัยธรรมชาติ หากแต่เป็นฝีมือของตระกูลอวี้ที่จงใจปล่อยสารพิษเจือจางลงในบ่อน้ำสาธารณะเพื่อทำลายฐานเสียงของคู่แข่งทางการเมืองและกว้านซื้อที่ดินราคาถูก เป้าหมายของพวกมันต่ำช้าและอำมหิต แต่มันกลับเปิดช่องว่างให้ลี่หลินใช้ "หมาก" นี้พลิกสถานการณ์ได้อย่างงดงาม
“ฮูหยินน้อย... ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาจากเงาอเงื้อมด้านหลังดังขึ้น เป็นองครักษ์เงาที่ถูกส่งตรงมาจากตำหนักฉินอ๋อง แววตาของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงอย่างยิ่งยวด “องค์ชายทรงมีรับสั่งว่า หากท่านต้องการหลักฐานมัดตัวตระกูลอวี้ให้แน่นหนา พระองค์ยินดีจะใช้กำลังพลเปิดคลังลับของแม่ทัพอวี้เหวินฮ่าวในคืนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ลี่หลินส่ายศีรษะช้า ๆ ปอยผมสีดำขลับไหวตามการเคลื่อนไหว นางยกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากที่เคลือบด้วยชาดสีแดงสดอย่างใช้ความคิด
“ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นหรอกค่ะท่านอ๋อง... ของอร่อย ย่อมต้องเคี่ยวให้งวดเสียก่อนจึงจะหวานหอมลึกล้ำ” น้ำเสียงของนางราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ลมระลอก “ยิ่งพวกมันดิ้นรนสร้างภาพความดีงามกลบเกลื่อนความผิดมากเท่าไหร่ ยามที่ความจริงถูกกระชากหน้ากากออก ความอัปยศก็จะยิ่งกัดกินพวกมันจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
ลี่หลินก้าวเดินออกจากมุมมืด กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาที่นางมักใช้ประทินกายลอยล่องไปตามสายลม พัดผ่านร่างของชาวบ้านที่กำลังนอนรอความตาย ร่างระหงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหมอหลวงชราผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังตรวจอาการด้วยมือที่สั่นเทา
“ท่านหมอ... อาการของพวกเขาไม่ใช่ไข้รากสาดธรรมดาใช่ไหมคะ” ลี่หลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวาน นุ่มนวลพอที่จะทำให้ผู้คนรอบข้างหันมามอง
หมอหลวงชราเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ฉลาดเฉลียวและล้ำลึกคู่นั้น เขาก็พลانรู้สึกราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง “แม่นางผู้นี้... นี่คือพิษจาก ‘บัวอัคคีโลหิต’ ผสมกับซากพืชเน่าเปื่อย ผู้ใดที่ดื่มกินเข้าไป เส้นชีพจรจะถูกกัดกร่อนจากภายในจนเลือดออกทวารทั้งเจ็ด... แต่น่าประหลาดนัก ยาแจกจ่ายของตระกูลไป๋กลับเป็นเพียงยาแก้ร้อนในธรรมดา หาได้รักษาอาการเหล่านี้ได้ไม่!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากปากของชาวบ้านรอบด้าน ความหวังที่เคยริบหรี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว ความตายที่คืบคลานเข้ามาทำให้มนุษย์พร้อมจะแปรพักตร์ได้ทุกเมื่อ สายตานับร้อยคู่ที่เคยชื่นชมไป๋ลี่อิน บัดนี้เริ่มหันไปมองนางด้วยความสงสัยและริษยา
ไป๋ลี่อินที่ยืนอยู่ไม่ไกลสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป นางรีบสาวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก รอยยิ้มเสแสร้งถูกปั้นแต่งขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว “เกิดอะไรขึ้นหรือคะท่านหมอ? อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลนะเจ้าคะ ยาของข้าปรุงขึ้นจากตำรับโบราณ ย่อมต้องรักษาโรคระบาดนี้ได้แน่นอน!”
“รักษาได้งั้นหรือคะน้องหญิง?”
เสียงหวานเยือกเย็นดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ไป๋ลี่หลินค่อย ๆ ดึงผ้าแพรบางที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่เย่อหยิ่งและเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาหงส์คู่นั้นจ้องมองน้องสาวต่างมารดาด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “หากเจ้ายืนยันว่ายานี้รักษาได้ ไฉนเลยท่านหมอชราผู้มีคุณธรรมจึงกล่าวว่ามันเป็นเพียงน้ำต้มหญ้าธรรมดาเล่า หรือว่า... เจ้าจงใจนำน้ำต้มกากยามาหลอกลวงแจกจ่าย เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองบนคราบน้ำตาของราษฎรผู้ยากไร้เพคะ!”
“ไป๋... ไป๋ลี่หลิน?!” ไป๋ลี่อินหน้าถอดสี ร่างระหงสั่นเทาด้วยความตกใจและเคียดแค้น นางไม่คาดคิดเลยว่าสตรีที่สมควรจะจมปลักอยู่แต่ในเรือนหลัง หรือไม่ก็ตายตกตามกันไปจากโรคระบาดนี้ จะมายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าและหักหน้าตระกูลไป๋ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!
“เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงมากล่าวหากันกลางที่สาธารณะเช่นนี้! คนบ้าน่ารังเกียจอย่างเจ้า รู้จักการรักษาคนด้วยหรือไง!” ไป๋ลี่อินกรีดร้องด้วยความลืมตัว ภาพลักษณ์กุลสตรีผู้เพียบพร้อมพังทลายลงในชั่วพริบตา
ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบา นางไม่แม้แต่จะชายตากลับด้วยความโกรธ นางก้าวเข้าไปใกล้ผู้ป่วยรายหนึ่งที่นอนหายใจรวริน ชายผ้าไหมปักดิ้นเงินลากผ่านพื้นโคลนตมโดยไม่นึกรังเกียจ มือเรียวบางดุจหยกขาวหยิบเข็มเงินชุดใหญ่ออกมาจากถุงผ้าแพร ก่อนจะฝังลงบนจุดชีพจรสำคัญของคนไข้อย่างแม่นยำและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
เพียงชั่วอึดใจ... ผู้ป่วยที่เคยกระอักเลือดและนอนตัวสั่นเทา ก็เริ่มอาเจียนเอาลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมา ก่อนที่ลมหายใจจะเริ่มกลับมาสม่ำเสมอและใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาทีละน้อย!
เสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าลงโขกศีรษะคารวะด้วยความซาบซึ้งใจ
ไป๋ลี่หลินยืนขึ้นช้า ๆ ปรายตามองน้องสาวที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตะลึง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยินชัดเจน “ข้าหาใช่หมอเทวดาไม่... แต่ข้ารู้จัก ‘ยาพิษ’ ที่พวกเจ้าใช้ปลิดชีพผู้บริสุทธิ์ดีกว่าผู้ใด”
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นจนแทบหยุดหายใจ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีปากม้าศึกคำรามก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นจากปลายถนนใหญ่ ธงรบสีดำสนิทปักรูปพยัคฆ์ทะยานฟ้าสะบัดไหวท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง
ราชองครักษ์นับร้อยนายควบม้าเข้ามาล้อมพื้นที่โรงทานไว้ในวงล้อมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเกี้ยวสีดำสนิทประดับลวดลายมังกรทองห้ากรงเล็บที่บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งเกินกว่าผู้ใดจะเอื้อมถึง
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออกด้วยปลายนิ้วเรียวแกร่งของบุรุษผู้หนึ่ง เซียวจ้านถิงก้าวลงมาจากเกี้ยวด้วยท่าทางสง่างามดุจพญายมผู้ครองนรก ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายด้ายทองคำน่าเกรงขาม ดวงพเนตรคมกลาบกวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของไป๋ลี่หลินที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางวงล้อม
ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นไม่แม้แต่จะปรายตามองตระกูลไป๋ที่กำลังสั่นกลัว พระองค์สาวพระบาทตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างลี่หลิน ก่อนจะยื่นมือหนาออกไปจับมือเรียวบางของนางไว้อย่างถือวิสาสะ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
“หมอของเปิ่นหวัง... ดูเหมือนว่างานชำระสะ้างบัญชีแค้นในค่ำคืนนี้ จะสนุกกว่าที่คิดไว้เสียอีกกระมัง?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยกระซิบข้างใบหูของนาง พร้อมกับราชโองการลับฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า เป็นราชโองการจากฮ่องเต้ที่สั่งปลดและยึดทรัพย์ตระกูลอวี้และตระกูลไป๋ในข้อหากบฏและวางยาพิษราษฎรทันที!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านมรสุมความแค้นมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ... มนตรากรรมสะท้อน
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 13
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!