"เช่นนั้น... พระชายาของเปิ่นหวางทรงจัดการเรื่องในบ้านเสร็จสิ้นแล้วกระนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดุจกระแสธารน้ำแข็งไหลวนอยู่เบื้องหลังม่านไข่มุกราตรี ความเงียบงันภายในตำหนักฉินอ๋องมิได้สร้างความอึดอัดแก่ไป๋ลี่หลินแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ ปลายแขนเสื้อปักลายหงส์เหมันต์ไหวระริกตามจังหวะการเคลื่อนไหว ดึงดูดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีของเซียวจ้านถิงที่ทอดมองมาอย่างไม่วางตา
"เรื่องในจวนสกุลอวี้... เป็นเพียงเศษฝุ่นที่ถูกกวาดทิ้งไว้เบื้องหลังเพคะ" ไป๋ลี่หลินเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงประกายคมปลาบในดวงตาคู่หงส์ "แต่เศษฝุ่นเหล่านี้ หาได้ยอมสงบเสงี่ยมไม่ เมื่อสุนัขจนตรอกย่อมกัดไม่เลือกที่... เพคะ ท่านอ๋อง"
เซียวจ้านถิงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาขยับกายเข้าใกล้ร่างระหง กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินโอบล้อมนางไว้ด้วยความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "องค์ชายรองและน้องสาวผู้แสนดีของเจ้า คงกำลังนอนไม่หลับในค่ำคืนนี้... พวกมันส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาต้อนรับการอิสรภาพของเจ้าแล้วกระนั้นหรือ"
สิ้นคำกล่าว ร่างสูงใหญ่พลحันตวัดพระหัตถ์ปัดม่านโปร่งออกเผยให้เห็นทัศนียภาพยามราตรี ณ ระเบียงนอกตำหนัก ท่ามกลางความมืดมิดและเงาไม้ไหววุบวาบ องครักษ์เงาในชุดดำสนิทนายหนึ่งกำลังคุกเข่าลง พร้อมกับโยนร่างไร้วิญญาณสามร่างลงเบื้องหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลแทรกซึมเข้ามาในห้องโถงทันที
ไป๋ลี่หลินกวาดสายตาพินิจพิเคราะห์ศพเหล่านั้นอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน นางก้าวเข้าไปใกล้ หยิบตะเกียงหยกขาวขึ้นส่องดูรอยแผลที่ลำคอและฝ่ามือ "รอยกระบี่สำนักถ้ำพยัคฆ์... พิษสลายกระดูกที่ปลายคมดาบ เป็นฝีมือของมือสังหารเงาจากตำหนักองค์ชายรองไม่ผิดแน่ ดูท่าทาง... พวกมันคงร้อนรนจนทนรอให้พ้นราตรีนี้ไม่ได้เสียแล้วกระนั้นหรือเพคะ"
"หึ มือสังหารระดับปรมาจารย์ที่ถูกเลี้ยงไว้ในความมืด กลับกลายเป็นเพียงเศษสวะในสายตาของเปิ่นหวาง" เซียวจ้านถิงก้าวเข้ามาซ้อนอยู่เบื้องหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหงของนาง แต่นัยน์ตากลับทอประกายฆ่าฟันดุจปีศาจกระหายเลือด "พวกมันคิดว่าการตัดขาดจากจวนแม่ทัพจะทำให้เจ้ากลายเป็นนกปีกหัก แต่พวกมันลืมไป... ว่ากรงที่เจ้าบินออกมา หาใช่กรงขังธรรมดาไม่ แต่เป็นอุ้งมือของพยัคฆ์ร้ายต่างหาก"
ไป๋ลี่หลินมิได้หลบเลี่ยงสัมผัสอันอكلของเขา นางกลับแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้บุรุษผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งถึงกับชะงักงัน "ท่านอ๋องทรงตรัสผิดแล้วเพคะ... หม่อมฉันมิใช่นก และพระองค์ก็มิใช่พยัคฆ์ แต่พวกเรา... คือเงาเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญราชสำนักนี้ให้เป็นจุลต่างหากเพคะ"
บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นอีกระลอก เคมีอันตรายระหว่างทั้งสองดึงดูดและผลักไสราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกัน ในโลกที่เต็มไปด้วยการหักหลังและกลอุบาย มีเพียงคนทั้งสองที่อ่านใจกันทะลุปรโปร่งยิ่งกว่าเงาในกระจก
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของแพทย์เทวดาอย่างไป๋ลี่หลินก็พลันตื่นตัว นางหรี่ตาลงเล็กน้อย กลิ่นจางๆ ของดอกอวี้หลานที่มิควรเบ่งบานในฤดูนี้ลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน
*ฉับพลัน!*
ประกายแสงเย็นเยียบแหวกอากาศพุ่งตรงมายังหน้าต่างกระดาษทาน้ำมันด้วยความเร็วราucสายฟ้าแลบ!
"ระวังเพคะ!" ไป๋ลี่หลินหวีดร้องเตือนพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบคมลูกดอกอาบยาพิษที่พุ่งเฉียดปลายจมูกไปปักฝังลงบนเสาไม้กฤษณาจนเนื้อไม้ดำคล้ำในพริบตา
เซียวจ้านถิงไม่แม้แต่จะขยับตัวด้วยความตื่นตระหนก นัยน์ตาดุจเหยี่ยวราตรีฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง พระหัตถ์หนาคว้าจับกริชทองคำที่วางอยู่ข้างสำรับชาป2วัดออกไปรับลูกดอกอีกดอกที่พุ่งเข้ามาซ้อนได้อย่างแม่นยำ
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด ภายนอกตำหนัก เสียงฝีเท้าเบาราวกับใบคะน้าปลิวตกลงบนหลังคากระเบื้องดังระรัวนับสิบสาย ไป๋ลี่หลินกวาดสายตามองลอดช่องหน้าต่างที่ถูกเจาะเป็นรูโบ๋ นางเห็นเงาดำนับสิบกำลังพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ เป้าหมายไม่ใช่แค่การลอบสังหารธรรมดา หากแต่เป็นการกวาดล้างให้สิ้นซาก!
"ดูเหมือนว่า... แขกยามวิกาลกลุ่มนี้ จะมิใช่แค่หน่วยกล้าตายธรรมดาเสียแล้วกระนะเพคะ" ไป๋ลี่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบเข็มเงินเคลือบพิษเจ็ดสีขึ้นมาถือไว้มั่น ระหว่างความตายและความอยู่รอด แววตาของนางกลับระยิบระยับด้วยความตื่นเต้นเร้าใจราวกับนักล่าที่กำลังรอเหยื่อเดินเข้าสู่กับดัก
เซียวจ้านถิงแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาเอื้อมมือมาโอบเอวบางของนางไว้แนบกาย ป้องกันวิถีกระสุนลับที่อาจพุ่งทะลุผนังเข้ามา พร้อมกับเอ่ยกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนติดลบ
"ในเมื่อพวกมันรนหาที่ตายถึงถิ่น... เปิ่นหวางก็จะส่งพวกมันกลับลงไปในขุมนรกพร้อมกันในค่ำคืนนี้!"
สิ้นเสียงคำรามก้องของบุรุษผู้กุมอำนาจ ประตูตำหนักไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลพังทลายลงเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกลุ่มควันและแสงจันทร์สลัว เงาร่างนับสิบในชุดมือสังหารพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกระบี่เปลือยเปล่าที่สะท้อนแสงโลหิต
ทว่า... ก่อนที่คมดาบเล่มแรกจะทันได้สัมผัสผิวกายของทั้งสอง ไป๋ลี่หลินกลับเป็นฝ่ายก้าวออกไปเผชิญหน้า รอยยิ้มเย้ายวนดั่งปีศาจสาวพรายน้ำปรากฏบนริมฝีปากอิ่ม ขณะที่นิ้วมือเรียวดีดสะบัด เข็มเงินเล่มจิ๋วพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยล่องไปในสายลม
"ยินดีต้อนรับสู่... บทสรุปแห่งความตายที่พวกเจ้าเป็นผู้เลือกเอง..."
*ฉึก!*
โลหิตสาดกระเซ็นย้อมพื้นศิลาขาวสะอาดให้กลายเป็นสีชาด ทว่าในวินาทีที่เลือดหยดแรกหยดลงพื้นนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยนายที่บุกกระหน่ำเข้ามาล้อมรอบตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องจากราชสำนักที่ดังทะลุกำแพงวังหลวงเข้ามา ก็ทำให้หัวใจของไป๋ลี่หลินกระตุกวูบ
"มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งปลด... และจับกุมตัวพระชายาไป๋ลี่หลิน ฐานสมคบคิดกับกบฏนอกด่าน!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— *มนตรากรรมสะท้อน*
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 18
อิสรภาพและคมดาบ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!