กลิ่นคาวโลหิตที่เคยคละคลุ้งไปทั่วท้องพระโรงใหญ่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบางเบาของกำยานไป๋ถานที่ลอยอบอวลเพื่อปัดเป่ากลิ่นอายแห่งความตาย เศษซากฉลองพระองค์สีทองที่ขาดวิ่นและคราบเลือดกรังของพวกกบฏถูกชะล้างออกจนหมดสิ้น ราวกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อสามวันก่อนเป็นเพียงภาพลวงตาในความฝันอันเลวร้าย
ไป๋ลี่หลินยืนอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างบานแกะสลักลายเมฆมงคล นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมซาตินปักลายหงส์คู่สีด้ายเงินระยบยามต้องแสงอาทิตย์ยามอัสดง ทว่าดวงตาคู่คมกลับทอดมองออกไปยังท้องถนนเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง
เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของราษฎรนับหมื่นที่ดังกระหึ่มก้องกังวานมาจากนอกกำแพงวังหลวง ช่างเป็นดั่งเสียงดนตรีแห่งชัยชนะที่ขับกล่อมให้แผ่นดินกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครา ประชาชนต่างหลั่งไหลออกมาประดับประดาถนนด้วยโคมไฟสีแดงและโปรยกลีบดอกไม้เพื่อต้อนรับขบวนทหารกล้า
"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่าความเงียบสงบเช่นนี้ทำให้เจ้ารู้สึกอึดอัดเสียแล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดร่างบางจากด้านหลัง ไออุ่นจากกายแกร่งของเซียวจ้านถิงแนบชิดติดแผ่นหลังของนาง ปลายคางได้รูปเกยลงบนลาดไหล่บางอย่างสนิทสนม
ลี่หลินไม่ขัดขืน นางปล่อยให้วงแขนแข็งแกร่งนั้นกักขังตนไว้ในอาณาเขตแห่งความปลอดภัยที่บุรุษผู้นี้มอบให้เสมอมา
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... ทุกอย่างช่างผ่านไปรวดเร็วดั่งภาพมายาเพคะ" ลี่หลินเอ่ยเสียงแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนแตะลงบนขอบหน้าต่าง "ไป๋ลี่อินและอวี้เหวินฮ่าว... คนเหล่านั้นที่เคยเหยียบย่ำชีวิตของหม่อมฉันจนจมดิน บัดนี้ล้วนกลายเป็นเพียงธุลีดินที่แม้แต่ลมพัดผ่านก็ไม่หลงเหลือร่องรอย"
เซียวจ้านถิงกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองออกไปไกลแสนไกล ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยกลับอ่อนโยนจนน่าประหลาด "ความแค้นของเจ้าได้รับการชำระสะงัดแล้ว ลี่หลิน บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้ากำแหงหาญกล้าทำร้ายเจ้าได้อีก ต่อจากนี้... สิ่งเดียวที่เจ้าต้องทำคือใช้ชีวิตในฐานะชายาของเปิ่นหวางอย่างมีความสุข"
นางแย้มสรวลน้อยๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ทว่าดวงตากลับทอประกายระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ลงบนปกเสื้อคลุมปักลายมังกรอย่างเชื่องช้า
"ความสุขหรือเพคะ... หม่อมฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่าความสงบสุขที่ได้มาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตา มักจะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ท่านอ๋องทรงแน่พระทัยแล้วหรือว่า... บัญชีแค้นทุกล่อนจ้อนถูกสะสางจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ"
เซียวจ้านถิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากของนางทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเฉียบคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมอันงดงามหยาดเยิ้ม สตรีในดวงใจของเขาผู้นี้ไม่เคยเป็นเพียงดอกไม้บอบบางในเรือนหลัง นางคือพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่พร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวได้ทุกเมื่อ
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร..."
ก่อนที่เซียวจ้านถิงจะได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักแน่นก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ขันธ์หลวงผู้รับใช้ใกล้ชิดวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยตัวสั่นเทา
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ... เอ่อ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลานจนแทบจับใจความไม่ได้
ลี่หลินชักมือกลับอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย สัญชาตญาณเตือนภัยในกายร่ำร้องทันที นางหันไปสบตากับเซียวจ้านถิงที่ใบหน้าเริ่มเคร่งขรึมลงถนัดตา
"มีเรื่องอันใด รีบกราบทูลมา!" เซียวจ้านถิงตวาดเสียงกร้าว บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา
"ม... มีราชโองการลับ... จากแดนประจิมพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักยื่นหีบไม้แกะสลักลวดลายประหลาดที่ปิดผนึกด้วยครั่งสีชาดสนิท "กองกำลังทหารม้าไร้พ่ายของตระกูลอวี้ที่ควรจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก... บัดนี้... บัดนี้พวกมันกำลังเคลื่อนพลประชิดชายแดนเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และผู้นำทัพในครั้งนี้... ทรงประกาศกร้าวว่าเป็น 'องค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อน' ที่ทรงรอดชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน!"
สิ้นคำประกาศนั้น ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจตำหนัก ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลี่หลินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่เซียวจ้านถิงเคยเห็นมา
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าดงกระบี่และเพลิงแค้นมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะคะ
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 30
แสงสว่างหลังม่านหมอก
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!