กลิ่นคาวเลือดที่ลอยฟุ้งมาตามกระแสลมแรงในยามราตรีมิใช่กลิ่นอายที่ควรจะปรากฏอยู่บนยอดกำแพงเมืองหลวงที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อว่ามั่นคงดั่งหินผา ทว่าในยามนี้ ท้องนภาสีหม่นกลับถูกฉาบด้วยแสงสีส้มแดงจากคบเพลิงนับหมื่นที่ล้อมรอบเมืองดุจพญางูยักษ์ที่กำลังคืบคลานเข้าบดขยี้เหยื่อ
"กระสุนเกาทัณฑ์พวกมันไม่ได้เล็งมาที่ทหารบนหอคอย แต่มุ่งเน้นไปที่จุดอ่อนตรงประตูทิศประจิม... องค์ชายรองช่างเลือกเวลาที่ขวัญกำลังใจของผู้คนตกต่ำที่สุดได้ดีจริงๆ"
ไป๋ลี่หลินยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนเชิงเทิน อาภรณ์สีขาวสะอาดตาตัดกับความมืดมิดและเถ้าถ่านที่เริ่มโปรยปรายลงมาดุจหิมะสีดำ นางหาได้มีท่าทีสะทกสะท้านไม่ แม้ในมือจะไม่ได้ถือกระบี่ทว่านิ้วเรียวสวยนั้นกลับกำลังกรีดลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางออกบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องของกองกำลังกบฏที่กระหายเลือด
เซียวจ้านถิงในชุดเกราะศึกสีนิลขลับ เดินเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างกายของนาง เขาหยิบจอกสุราขึ้นมาประคองไว้ในมือพลางทอดสายตามองไปยังเบื้องล่าง "เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ แทนที่จะส่งไปอยู่ในเขตปลอดภัยหลังวัง"
"เพราะท่านรู้ว่า ข้าเป็นหมากเพียงตัวเดียวบนกระดานนี้ที่กล้าตัดใจสละแม้กระทั่งเลือดเนื้อของตนเองเพื่อชัยชนะ" ลี่หลินตอบพลางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ดวงตาคู่คมของนางที่เคยอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ ในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมชนิดที่แม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับสิบปียังต้องชะงัก
"เจ้ามักจะเข้าใจข้าเสมอ... ไป๋ลี่หลิน" เซียวจ้านถิงยกยิ้มมุมปาก ทว่าดวงตากลับไร้ความหวั่นไหว "อวี้เหวินฮ่าวประกาศกร้าวแล้วว่า หากข้ายอมถวายตัวเจ้าให้แก่เขาเสียแต่โดยดี เขาจะหยุดการโจมตีลงชั่วคราว เจ้าคิดว่าข้อเสนอนี้... น่าสนใจเพียงใด?"
ลี่หลินแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะดังก้องท่ามกลางเสียงระเบิดของหินยักษ์ที่กระแทกเข้ากับประตูเมือง นางก้าวเดินไปข้างหน้าจนชิดกำแพงศิลา สายตาจ้องเขม็งไปยังร่างของแม่ทัพผู้เป็นอดีตสามีที่ควบม้าสีเพลิงอยู่เบื้องล่าง เขากำลังยกกระบี่ชี้มายังหอคอยที่นางยืนอยู่ ราวกับจะประกาศศักดาว่าทุกอย่างในอาณาจักรนี้กำลังจะกลับมาเป็นของเขาอีกครั้ง
"ส่งตัวข้าไปหรือคะ?" ลี่หลินทวนคำ น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่งก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน "ท่านแม่ทัพผู้สูงส่งผู้นั้น ยังคงทะยานอยากในสิ่งที่ตนไม่มีวันได้ครอบครองจริงๆ... หากเขาต้องการตัวข้า ก็จงให้เขารับสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ให้ในฐานะ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายก็แล้วกัน"
นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เผยให้เห็นขวดแก้วใบจิ๋วที่ซ่อนอยู่ภายใน กระแสลมแรงพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรแปลกปลอมกระจายไปในอากาศ เซียวจ้านถิงหรี่ตามอง มือของเขาเลื่อนไปแตะที่ด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ
"เจ้าจะใช้วิธีเดิมอีกหรือ? การวางยาไม่ใช่สิ่งที่นักรบทำกัน"
"เราอยู่ในยุคสมัยที่คนตายไม่อาจฟื้นคืน แต่วิธีการทำลายศัตรูนั้นไซร้... ชัยชนะคือเครื่องตัดสินความถูกต้อง ท่านอ๋อง การดวลด้วยกระบี่คือการโอ้อวดพละกำลัง แต่การดวลด้วยสติปัญญาคือการจารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงไม้ประตูเมืองส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดกลับส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะทานทนต่อแรงกระแทกไม่ไหว ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กองกำลังกบฏนับพันเริ่มเคลื่อนพลบุกประชิดกำแพง เสียงตะโกนก้องร้องขอชีวิตจากราษฎรภายในเมืองดังระงม บ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดของความสงบสุขที่ลี่หลินพยายามปกป้องมาตลอดหลายเดือน
เซียวจ้านถิงหันกลับมามองนางอย่างจริงจัง "หากคืนนี้เราพ่ายแพ้ เจ้าจะทำอย่างไร?"
"ข้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้" ลี่หลินตอบสั้นๆ ทว่ามั่นคง นางหยิบพัดหยกขึ้นมากางออก เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของบุรุษผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งถึงกับกระตุกวาบ "เพราะไป๋ลี่อิน... น้องสาวผู้น่าสงสารของข้า เพิ่งจะส่งสาส์นลับมาบอกว่า นางได้เปิดประตูวังชั้นในออกเพื่อต้อนรับทัพกบฏแล้ว"
เซียวจ้านถิงเบิกตากว้าง "นางกล้าหักหลังราชวงศ์เพื่อชายชู้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"ความริษยาคือเชื้อเพลิงชั้นดี ท่านอ๋อง" ลี่หลินกล่าวพลางขยับกายเตรียมพร้อม "และในขณะที่พวกเขากำลังแย่งชิงบัลลังก์ที่กำลังลุกเป็นไฟ... ข้าก็นัดแนะผู้สังหารไว้ให้พวกเขาแล้ว"
ทันใดนั้นเอง เสียงแตรศึกดังกังวานขึ้นจากทิศตรงข้ามของกองทัพกบฏ ทัพธงสีเงินที่คุ้นตากำลังเคลื่อนเข้าประชิดหลังกองทัพของอวี้เหวินฮ่าวอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว สัญญาณการล้อมกลับปรากฏขึ้นโดยที่ไม่มีใครคาดคิด
ลี่หลินหันไปมองเซียวจ้านถิงด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "ดูเหมือนว่าแผนการที่ข้าเขียนไว้ด้วยเลือดของตนเองเมื่อชาติก่อน จะถึงเวลาชำระแค้นเสียที... ท่านอ๋อง ท่านพร้อมที่จะเป็นราชาท่ามกลางกองซากศพของพวกมันหรือยังคะ?"
ในวินาทีที่กระบี่ของอวี้เหวินฮ่าวฟาดฟันเข้าใส่ประตูเมืองจนพังทลายลง พร้อมกับร่างของไป๋ลี่อินที่ก้าวออกมาจากเงามืดของเถ้าถ่านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างผู้ชนะ นางชะงักงันเมื่อเห็นสิ่งที่วางอยู่บนแท่นบูชาหน้าประตูเมือง... ไม่ใช่ของมีค่า แต่เป็นตราประทับประจำตัวฮ่องเต้ที่หายสาบสูญไปนานนับปีวางเด่นหราอยู่กลางกองเพลิง พร้อมกับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของนางเองที่สารภาพบาปทุกประการ!
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวย่างของลี่หลินในศึกครั้งนี้ และร่วมเป็นกำลังใจให้การทวงคืนที่เข้มข้นที่สุดในบทถัดไปนะคะ
"มนตรากรรมสะท้อน"
ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 27
มหาสงครามชิงบัลลังก์
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!