“ศิษย์น้อง... เจ้ายังคงงดงามเช่นวันวาน ทว่าแววตาที่จ้องมองข้า กลับปราศจากความอาลัยอาวรณ์แม้เพียงธุลีดิน”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยกระแสพลังมารอันมหาศาลดังก้องสะท้อนอยู่ในม่านปราณที่กำลังแตกร้าว จอมมารมู่หยางยืนอยู่เบื้องหน้าข้า ในมือของเขาคือเศษเสี้ยวของค่ายกลปกป้องสำนักที่บดขยี้จนแหลกละเอียดราวกับเพียงแค่การสะบัดนิ้ว
ข้ามิได้โต้ตอบทันที เพียงแต่กระชับกระบี่ 'เหมันต์นิรันดร์' ในมือแน่นขึ้นจนปลายนิ้วซีดเผือด กลิ่นอายความตายจากร่างของเขาโชยปะทะจมูก—มันเป็นกลิ่นของเลือดและธุลีที่ข้าคุ้นเคยมาตลอดชีวิตในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร
“อาจารย์ของข้าอยู่ที่ไหน” ข้าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาวที่ไร้คลื่นลม
มู่หยางหัวเราะร่วน เสียงนั้นเสียดแทงแก้วหูจนศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้านหลังข้ากระอักเลือดออกมาหลายคน “อาจารย์ของเจ้าหรือ? เขาเป็นคนสอนให้เจ้ามีความเมตตา แต่ดูสิ... ความเมตตาของเจ้ากลับกลายเป็นห่วงโซ่ที่พันธนาการให้เจ้าต้องดูคนที่เจ้าห่วงใยตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าเพียงแค่ช่วยทำลายห่วงโซ่นั้นทิ้งไปเท่านั้นเอง”
ข้าไม่รอให้เขาพล่ามจบ พุ่งร่างผ่านม่านหมอกสีโลหิตด้วยความเร็วเหนือวิสัยปุถุชน ปลายกระบี่ของข้ากลายเป็นเส้นสายสีเงินที่เยือกเย็นดุจคมน้ำแข็งแห่งขั้วโลกเหนือ มุ่งตรงไปยังจุดตายบริเวณหัวใจของเขา
มู่หยางเบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อย ดวงตาของเขาฉายแววพึงใจ “ดี... ความโกรธแค้นนี่แหละที่ข้าต้องการ!”
*“ชิงเสวี่ย! อย่าปล่อยให้โทสะครอบงำ! มันกำลังล่อลวงให้เจ้าเดินเข้าสู่เส้นทางสายมาร!”* เสียงกระซิบของอาวุโสไป๋ดังก้องอยู่ในแหวนมิติ
ข้าหาได้สนคำเตือนไม่ ในยามนี้ หากความยุติธรรมของสวรรค์ไม่นำพาความถูกต้องมาสู่สำนัก ข้าจะเป็นผู้พิพากษาด้วยตนเอง ข้าพลิกข้อมือเปลี่ยนวิชากระบี่ จากที่เคยเน้นตั้งรับกลับกลายเป็นการจู่โจมที่ไร้ความปรานี ทุกการเคลื่อนไหวของข้าสร้างเกล็ดน้ำแข็งที่แหลมคมดุจมีดโกน กระจายตัวออกไปตัดผ่านเหล่าสมุนมารที่กล้าขวางทางจนร่างขาดสะบั้น
เหล่าศิษย์ในสำนักต่างเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ข้าที่เคยเป็นดั่งดอกบัวขาวผู้สูงส่งและสง่างาม บัดนี้กลับกลายเป็นจอมสังหารที่เปื้อนไปด้วยคราบเลือดและไอสังหารที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก พวกเขาไม่รู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งนี้ พายุแห่งความแค้นกำลังบดขยี้จิตวิญญาณของข้าให้แตกสลาย
ข้าตวัดกระบี่ตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหอนหวีดหวิว ร่างของมู่หยางถูกแรงกดดันจากปราณเหมันต์ตรึงไว้กับแท่นหินยักษ์ ข้าเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ รองเท้าผ้าใบสีขาวเหยียบย่ำบนเศษซากปรักหักพังอย่างมั่นคง สายตาของข้าไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“เจ้าเลือกเอง มู่หยาง” ข้ากล่าวเบาๆ ขณะจ่อปลายกระบี่ที่ลำคอของเขา “หากมรรคาแห่งเซียนมิอาจคุ้มครองคนบริสุทธิ์ได้ ข้าก็จะปกครองด้วยกฎแห่งเหมันต์ที่ข้าสร้างขึ้นเอง ใครที่ทรยศ ใครที่ทำลาย... ผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ”
มู่หยางมองดูข้า แววตาสมเพชเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว “เจ้า... เจ้าข้ามผ่านขีดจำกัดของเซียนทั่วไปแล้วสินะ ชิงเสวี่ย เจ้ากำลังจะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ามารฟ้าตนใด”
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่มืดมิดอยู่แล้วกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เงาสีดำขนาดมหึมาที่เคยปรากฏอยู่เหนือยอดเขาเริ่มแปรเปลี่ยนรูปทรง มันไม่ใช่เพียงภาพลวงตา แต่มันคือประตูมิติที่เปิดออกโดยเลือดของศิษย์ในสำนักที่เพิ่งถูกฆ่าไปเมื่อครู่
แสงสีแดงฉานสาดส่องลงมายังจุดที่ข้ายืนอยู่ และจากภายในประตูมิตินั้น ร่างหนึ่งที่ข้าคุ้นเคยที่สุดก้าวออกมา... ร่างของอาจารย์ที่ข้าเห็นด้วยตาตนเองว่าถูกมู่หยางสังหารไปแล้วเมื่อครู่ แต่บัดนี้เขากลับมีดวงตาสีดำสนิทดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรแห่งความชั่วร้าย
“ศิษย์รัก...” เสียงของอาจารย์ไม่ได้มีความอบอุ่นอีกต่อไป มันเยือกเย็นและทรงอำนาจเสียยิ่งกว่าจอมมารมู่หยางหลายเท่าตัวนัก “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือ?”
เขาชูมือขึ้น เหนือฝ่ามือของเขามีวิญญาณของคนทั้งสำนักที่ยังคงกรีดร้องอย่างทรมาน ข้าชะงักฝีเท้า หัวใจที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นว่า 'อาจารย์' ผู้นี้ ไม่ใช่อาจารย์ของข้า แต่เป็นภาชนะที่ถูกสิ่งชั่วร้ายระดับบรรพกาลเข้ายึดครองสมบูรณ์แล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหนาวเหน็บและร่วมเป็นสักขีพยานในความเด็ดขาดของข้าในครั้งนี้นะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 42
ความเด็ดขาด
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!