หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 11

เข้าสู่เขตแดนต้องห้าม

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เลิกพยายามเสียเวลาเถอะเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าก้าวไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความรื่นรมย์ที่น่าสะอิดสะเอียนดังก้องอยู่เบื้องหลัง ชิงเสวี่ยหยุดชะงักฝีเท้าที่กำลังเหยียบย่างลงบนผืนหญ้าสีเลือด เลือดสดๆ จากบาดแผลที่หัวไหล่ซ้ายหยดลงพื้นดินจนเกิดเสียงฉ่าราวกับน้ำมันร้อน ผิวพรรณของนางที่เคยขาวกระจ่างดุจหิมะแรกฤดู บัดนี้กลับซีดเผือดราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่กำลังจะแตกสลาย นางไม่หันกลับไปมองจอมมารมู่หยาง ดวงตาคมปลาบดุจกระบี่เยือกแข็งเพียงคู่เดียวของนางจับจ้องไปยังเบื้องหน้า—ม่านหมอกสีดำมืดมิดที่ดูดกลืนแสงสว่างทุกสรรพสิ่ง มันคือ 'หุบเขาไร้ชีพ' เขตแดนต้องห้ามที่แม้แต่เซียนขั้นบรรลุธรรมยังไม่กล้าเอื้อมมือเข้าไปแตะต้อง "ศิษย์พี่..." ชิงเสวี่ยเค้นเสียงรอดไรฟัน ลมหายใจของนางติดขัดเป็นช่วงๆ "คำว่า 'เสวี่ยเอ๋อร์' จากปากของคนทรยศอย่างท่าน มันช่างฟังดูน่ารังเกียจเหลือเกิน" มู่หยางหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในม่านอากาศที่บิดเบี้ยว ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นทองรูปกรงเล็บมารก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายไอปีศาจของเขาแผ่ซ่านจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บยิ่งกว่าเขตแดนหิมะที่นางจากมา *‘เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าเด็กโง่... อย่าเข้าไปในนั้นนะ!’* เสียงของอาวุโสไป๋ดังขึ้นในจิตสำนึกด้วยความตื่นตระหนก *‘ข้างในนั้นไม่ใช่แค่สถานที่กักขัง แต่เป็นหลุมศพของเหล่าเทพที่สาปสูญ พลังวิญญาณของเจ้าที่บาดเจ็บอยู่เช่นนี้ เข้าไปก็เท่ากับฆ่าตัวตาย!’* ชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากจนแตกซ่าน นางรู้ดีว่าอาวุโสไป๋พูดถูก แต่นางยังมีทางเลือกอื่นหรือ? หากถูกจอมมารผู้นี้จับตัวกลับไป ความตายยังถือเป็นเรื่องเมตตาเสียด้วยซ้ำ นางจะยอมให้เขาสลักตราประทับมารลงบนวิญญาณของนางเพื่อใช้เป็นหุ่นเชิดอย่างนั้นหรือ? ไม่มีวัน! "ชีวิตข้า ข้าเป็นผู้กำหนดเอง แม้จะตาย ข้าก็จะเป็นผีที่ตายในดินแดนเทพ ไม่ใช่นางบำเรอในวังมารของท่าน" ชิงเสวี่ยกล่าวพลางสะบัดมือเบาๆ ไอเย็นเยือกพุ่งออกจากปลายนิ้วกลายเป็นพายุหิมะขนาดย่อมขวางกั้นระหว่างนางกับมู่หยางไว้ชั่วคราว "ดื้อรั้นนักนะ" มู่หยางไม่ได้โกรธเคือง ตรงกันข้าม แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความหลงใหลที่บิดเบี้ยว "ข้าชอบเวลาที่เจ้าขัดขืน... แต่น่าเสียดายที่หุบเขาแห่งนี้ไม่ได้ใจดีกับเจ้าเหมือนที่ข้าเป็น" ทันทีที่เขาสิ้นคำ ชิงเสวี่ยตัดสินใจในเสี้ยววินาที นางกระโดดพุ่งร่างเข้าไปในม่านหมอกสีดำมืดมิดเบื้องหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับ สัมผัสแรกที่นางได้รับไม่ใช่ความมืด แต่เป็น 'ความว่างเปล่า' ที่กรีดลึกไปถึงกระดูก เหมือนกับว่าร่างกายของนางกำลังถูกฉีกกระชากแยกออกเป็นชิ้นๆ จากแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น พลังปราณเหมันต์ในกายของนางที่เคยไหลเวียนอย่างราบรื่น กลับถูกกระแสพลังงานประหลาดบางอย่างดึงดูดออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทุกย่างก้าวในหุบเขาแห่งนี้เสมือนการเดินบนใบมีดโกน บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากหมอกดำกลายเป็นภาพลวงตาที่ฉายซ้ำถึงเหตุการณ์คืนที่ตระกูลของนางถูกทำลาย กลิ่นคาวเลือด เสียงกรีดร้องของบิดามารดา และเปลวเพลิงที่เผาผลาญตำหนักเหมันต์จนราบคาบ ทั้งหมดถูกดึงออกมาจากความทรงจำส่วนลึกที่สุดของนาง "หยุด... อย่ามาให้ข้าเห็นอีก!" ชิงเสวี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นหินขรุขระ มือทั้งสองข้างกุมศีรษะไว้แน่น นางพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อปิดกั้นจิตใจ แต่ภาพเหล่านั้นกลับแจ่มชัดยิ่งขึ้น ราวกับว่าหุบเขานี้กำลังจะสูบกลืนวิญญาณของนางไปเติมเต็มความว่างเปล่า ทว่า ในขณะที่สติของนางกำลังจะดับวูบลง อาวุโสไป๋ก็ส่งกระแสจิตที่ร้อนรนเข้ามาอีกครั้ง *‘ชิงเสวี่ย! อย่าหลงกล! นี่ไม่ใช่ภาพหลอน แต่มันคือ 'ด่านจิตมาร' ที่หุบเขานี้สร้างขึ้นเพื่อทดสอบผู้บุกรุก ตั้งสติ! หวนนึกถึงเคล็ดวิชา 'หัวใจไร้ลักษณ์' ที่เจ้าเคยฝึกสิ!’* ชิงเสวี่ยหลับตาลงแน่น รวบรวมเศษเสี้ยวของพลังปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้าสู่จุดตันเถียน นางทำใจให้ว่างเปล่าดั่งหิมะกลางฤดูร้อนที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด แม้แต่ความแค้นที่สุมอกก็ต้องทิ้งไปชั่วขณะ ทันใดนั้น แรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ตัวนางก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ทุกสิ่ง แต่ทว่า... มันกลับเป็นความเงียบที่น่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เมื่อนางลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ นางไม่ได้อยู่ในหุบเขาไร้ชีพอีกต่อไป แต่นางกลับมายืนอยู่หน้าประตูหินบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางม่านหมอก ประตูนั้นปิดสนิท ทว่าตรงกึ่งกลางบานประตูมีรอยฝ่ามือที่สลักลึกลงไปในหิน และที่น่าตกใจที่สุดคือ... รอยฝ่ามือนั้นมีขนาดและรูปร่างเหมือนกับฝ่ามือของนางอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งกระทบกันก็ดังขึ้นจากด้านหลังประตูหิน "ในที่สุด... สายเลือดแห่งผู้พิทักษ์หิมะที่แท้จริงก็กลับมาเสียที" พร้อมกับเสียงนั้น บานประตูหินยักษ์ที่ปิดตายมานับหมื่นปีกลับค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงสีขาวนวลตาที่สาดส่องออกมาจากภายใน แต่มันไม่ใช่แสงสว่างธรรมดา หากแต่มันคือพลังปราณเซียนที่เข้มข้นจนเกือบกลายเป็นของแข็ง และในเงามืดหลังประตูนั้น เงาร่างหนึ่งที่คุ้นเคยอย่างประหลาดกำลังก้าวออกมา... ร่างนั้นมีใบหน้าเหมือนกับนางราวกับส่องกระจก แต่ดวงตากลับเป็นสีเงินวาวโรจน์! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายเซียนไปกับข้านะคะ หวังว่าทุกท่านจะคอยเป็นกำลังใจให้ชิงเสวี่ยในบทต่อไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%