หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 12

สมบัติเทพดึกดำบรรพ์

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“หากเจ้ายังลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที ข้าจะถือว่าโชคชะตาของตระกูลเจ้าเป็นเพียงเศษธุลีที่ไม่อาจกอบกู้!” น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงใบไม้แห้งกรอบที่เสียดสีกันดังขึ้นภายในจิตสำนึกของข้า อาวุโสไป๋ในแหวนมิติส่งกระแสจิตกดดันจนลมปราณในกายข้าปั่นป่วน ข้ากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเย็นยะเยือกจากถ้ำน้ำแข็งนิรันดร์ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิในกายข้าลดลง แต่กลับเป็น ‘ความแค้น’ ที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงไร้สีต่างหากที่กำลังแผดเผา เบื้องหน้าของข้า มิใช่ผนังหินธรรมดา แต่เป็นมวลไอเย็นที่หนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นของแข็ง มันหมุนวนก่อตัวเป็นพายุเกล็ดหิมะขนาดจิ๋วที่แหลมคมดุจใบมีดโกน ผ่าผิวหนังของข้าจนเป็นแผลลึก แต่ข้าหาได้ถอยหนีไม่ “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำขู่ แต่มาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของข้า” ข้าเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายทรุดฮวบลงบนพื้นน้ำแข็งเมื่อแรงกดดันจากมหาเวทโบราณถาโถมเข้าใส่ดั่งขุนเขา *‘ดี... จิตใจที่ดื้อรั้นเช่นนี้แหละ คือภาชนะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกระบี่เหมันต์พันปี’* อาวุโสไป๋พึมพำ น้ำเสียงของวิญญาณเฒ่าแฝงไปด้วยความคาดหวังที่น่าขนลุก ข้าหลับตาลง ตัดขาดจากโลกภายนอก สัมผัสถึงความสั่นไหวของปราณเซียนในจุดตันเถียน ข้าโคจรวิชาเหมันต์สยบมาร รวบรวมพลังทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งแทงออกไปกลางพายุหิมะเบื้องหน้า! *เคร้ง!* เสียงที่ดังกังวานไม่ใช่เสียงของหินกระทบหิน แต่มันเป็นเสียงของจิตวิญญาณที่ถูกกระชากออกจากขุมนรก ทันใดนั้น พายุเกล็ดหิมะมลายหายไป เหลือเพียงแสงสีครามจัดจ้าที่พุ่งทะลุทะลวงความมืดมิด กลางแสงนั้นปรากฏรูปร่างของกระบี่เล่มหนึ่ง... มันมิได้ทำจากเหล็กกล้า แต่ทำจากเกล็ดน้ำแข็งที่หลอมรวมจากหยาดน้ำตาของเทพเซียนยุคบรรพกาล ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาทำให้หยดเลือดบนมือข้ากลายเป็นผลึกแก้วในชั่วพริบตา “นั่นคือกระบี่เหมันต์พันปี...” ข้าพึมพำ ลมหายใจกลายเป็นไอขาวโพลน มือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสที่ด้ามกระบี่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกกระแสความทรงจำนับหมื่นปีก็ถาโถมเข้าใส่สมอง ข้าเห็นทุ่งหญ้าที่กลายเป็นน้ำแข็ง เห็นการล่มสลายของอารยธรรมที่สาบสูญ และที่สำคัญที่สุด... ข้าเห็นรอยยิ้มของมู่หยางในวันวาน ก่อนที่เขาจะกลายเป็นจอมมารผู้ไร้หัวใจ “เจ้าคิดว่ากระบี่เล่มนี้จะช่วยให้เจ้าสังหารข้าได้จริงหรือ ชิงเสวี่ย?” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากความว่างเปล่าข้างหลังข้า ข้าชะงักงัน กระบี่ในมือยังคงสั่นสะท้าน ข้าค่อยๆ หันกลับไปมอง พบร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นทองลายเมฆาที่ขาดรวิ่น จอมมารมู่หยางยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีเพลิงของเขามิได้ฉายแววอาฆาต แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความโหยหาที่น่ารังเกียจ “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร มู่หยาง?” ข้าถาม พร้อมกับกระชับกระบี่เหมันต์ในมือแน่นขึ้น ไอเย็นจากกระบี่เริ่มแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของข้า มันหลอมรวมกับเส้นลมปราณจนข้ารู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู่หยางเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนข้าได้กลิ่นอายของโลหิตและไอคาวเลือดที่ติดตัวเขามา “สถานที่แห่งนี้ไม่มีม่านอาคมใดกั้นข้าได้ แต่ที่ข้ามา... มิใช่เพื่อชิงของสิ่งนี้ไปจากเจ้า” เขายื่นมือออกมา หมายจะสัมผัสใบหน้าของข้า แต่ข้ากลับตวัดกระบี่เหมันต์ขวางไว้ทันที คมกระบี่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมคม “หยุดอยู่ตรงนั้น หากเจ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความหนาวเย็นที่แม้แต่เปลวเพลิงมารของเจ้าก็ไม่อาจหลอมละลาย” มู่หยางชะงัก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนมุมปากเขา “เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก ชิงเสวี่ย... แต่น่าเสียดาย ที่เจ้ามิได้รู้ความจริงข้อหนึ่ง” เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูข้า ลมหายใจที่ร้อนระอุปะทะกับไอเย็นจากกระบี่จนเกิดเสียงฟู่ราวกับน้ำราดบนหินร้อน “กระบี่เหมันต์พันปีเล่มนี้มิใช่เครื่องมือสังหารมาร แต่มันคือ ‘โซ่ตรวน’ ที่มัดใจผู้ถือครองให้กลายเป็นทาสของความโดดเดี่ยวไปชั่วนิรันดร์ ยิ่งเจ้าใช้มันมากเท่าใด ความทรงจำและจิตวิญญาณของเจ้าจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาของมัน... และในวันที่เจ้าสำเร็จวิชาเซียนสูงสุด ข้าจะยืนรอรับเจ้าในฐานะ ‘ราชินีมาร’ ผู้สูญสิ้นความรู้สึกคนใหม่” คำพูดของเขาดั่งเข็มพิษที่ทิ่มแทงหัวใจข้า ข้าเบิกตากว้างมองกระบี่ในมือที่เริ่มเปลี่ยนสีจากใสกระจ่างเป็นสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี หัวใจของข้าเริ่มเต้นช้าลง... ช้าลง จนแทบจะหยุดนิ่ง ทันใดนั้น ผนังถ้ำด้านหลังมู่หยางก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินถล่มลงมาดั่งห่าฝน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นจากรอยแยกของพื้นดินที่ปรากฏร่างของเงาปริศนา... เงาที่ข้าจำได้แม่นยำว่าเป็นของคนในตระกูลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน! “ท่านพ่อ...?” ข้าเผลอหลุดปากอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ในขณะที่มู่หยางกลับหัวเราะร่วนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ท่ามกลางความโกลาหล ร่างเงานั้นก้าวออกมาจากแสงสีทอง ถืออาวุธที่ดูคุ้นตายิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิตข้า... มันคือตราประทับประจำตระกูลที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์นองเลือดในวันนั้น! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่สิบสองนี้ด้วยกันนะคะ ชิงเสวี่ยเหมันต์จะขอกลับไปตั้งสมาธิ เพื่อรอรับเรื่องราวที่จะพลิกผันในตอนหน้าไปพร้อมกับทุกท่านค่ะ!
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%