หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 23

การฝึกฝนจิตใจ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“เจ้าจะฆ่าศิษย์ผู้มีพระคุณ หรือจะยอมวางกระบี่ในมือลง แล้วก้าวเข้าสู่ห้วงมิติเวลาที่เหลือเพียงความว่างเปล่าเสียเดี๋ยวนี้ มู่หยาง?” น้ำเสียงของอาวุโสไป๋ไม่ได้แหบพร่าเหมือนยามเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณในแหวนมิติอีกต่อไป มันกังวานลึกดุจเสียงระฆังแห่งหายนะที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ ชิงเสวี่ยกระชับดาบในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีของนางจ้องมองชายผู้ที่เคยเป็น ‘ศิษย์พี่’ ทว่าบัดนี้เขากลับแผ่กลิ่นอายมารที่ชั่วร้ายจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มู่หยางไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของมวลพลังที่ผันผวน เส้นผมสีนิลของเขาพริ้วไหวอย่างไร้น้ำหนัก รอยยิ้มที่มุมปากช่างเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยความกระหาย เขามองอาวุโสไป๋ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ชิงเสวี่ย สายตานั้นเต็มไปด้วยความโหยหาที่บิดเบี้ยว “ชิงเสวี่ย... เจ้ายังยึดติดกับจริยธรรมจอมปลอมของสำนักอยู่อีกหรือ? ดูเขาสิ ร่างเนื้อที่เขาสร้างขึ้นมานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องเจ้า แต่มีไว้เพื่อกักขังเจ้าไว้ในเส้นทางบำเพ็ญเพียรที่ไม่มีวันถึงจุดสูงสุด” มู่หยางกล่าวพลางก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว พลังมารมหาศาลกดทับบรรยากาศจนชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนปอดถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ชิงเสวี่ยไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่นางใช้กระแสปราณเหมันต์แผ่ขยายออกไปรอบตัวจนกลายเป็นเกราะป้องกันที่ใสกระจ่างดุจผลึกแก้ว “ข้าไม่ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อใคร แต่นี่คือหนทางที่ข้าเลือก... และถ้าท่านอาวุโสคือบททดสอบแรก ข้าก็พร้อมจะเผชิญหน้า” อาวุโสไป๋แค่นหัวเราะ ร่างกายที่ดูชราภาพกลับขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า ‘กระบี่เหมันต์นิรันดร์’ ในมือของเขาไม่ได้เปล่งประกายสีครามธรรมดา แต่มันดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างจนมืดมิด “ในมิติเวลาที่ข้าสร้างขึ้น หนึ่งวันภายนอกคือหนึ่งปีภายในชิงเสวี่ย ถ้าเจ้าไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของจิตใจได้ เจ้าก็จะติดอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทรงจำนี้ไปชั่วนิรันดร์!” วาจาขาดคำ อาวุโสไป๋ตวัดกระบี่ลงมา พลังปราณที่รุนแรงปะทะกับม่านพลังของชิงเสวี่ยจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พื้นที่มิติโดยรอบเริ่มแตกร้าวเหมือนกระจกที่ได้รับแรงกระแทก มู่หยางที่มองดูอยู่ห่างๆ กลับไม่ได้ลงมือช่วย แต่เขากลับผายมือออกราวกับกำลังชมละครเวทีที่เขาสนุกสนานกับทุกฉากทุกตอน ชิงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก นางก้าวถอยหลังเพื่อปรับสมดุล จิตใจที่เย็นเยียบดุจหิมะของนางเริ่มเข้าสู่ภาวะ ‘ไร้ตัวตน’ นี่คือวิชาลับที่นางซุ่มฝึกฝนมานาน การบำเพ็ญเพียรในมิติที่เร่งความเร็วนี้ ไม่ใช่การรีดเค้นพลังปราณ แต่คือการขัดเกลา ‘เจตจำนง’ ให้แหลมคมยิ่งกว่าคมกระบี่ ห้วงเวลารอบตัวหมุนวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชิงเสวี่ยเห็นภาพความทรงจำในวัยเยาว์... ภาพตระกูลของนางที่ถูกเพลิงมารเผาผลาญ ความโกรธแค้นที่เคยเป็นดั่งเชื้อเพลิงให้แก่นางมาโดยตลอดบัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งเฉยที่น่าสะพรึงกลัว นางเข้าใจแล้วว่า หากยังปล่อยให้ความแค้นนำทาง นางจะไม่มีวันก้าวข้ามผ่าน ‘ม่านหมอกแห่งมาร’ ไปได้เลย “เจ้ามองเห็นความว่างเปล่าแล้วหรือยัง?” อาวุโสไป๋ถามขณะที่กระบี่ในมือพุ่งทะลวงเข้าหาจุดตายของนาง ชิงเสวี่ยไม่หลบ นางเลือกที่จะนิ่งเฉยจนถึงวินาทีสุดท้าย... จนกระทั่งปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอขาวระหง นางค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ปราณเหมันต์ทั้งหมดในร่างไหลเวียนย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียน ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ แต่เพื่อ ‘การทำลาย’ ความทรงจำที่ผูกมัดนางไว้ พริบตานั้น รัศมีสีขาวบริสุทธิ์ระเบิดออกมาจากร่างของชิงเสวี่ย มันไม่ใช่พลังมาร ไม่ใช่พลังเซียนธรรมดา แต่มันคือพลังแห่งการหลุดพ้น อาวุโสไป๋ชะงักงัน แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที “เจ้า... บรรลุถึงขั้นที่แปดแล้วรึ?” เสียงของอาวุโสไป๋แผ่วเบาด้วยความตกตะลึง ทว่าในจังหวะที่การต่อสู้กำลังจะคลี่คลาย มู่หยางที่เฝ้าดูอยู่กลับพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือแสง เขาไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อาวุโสไป๋ แต่เขากลับคว้าข้อมือของชิงเสวี่ยเอาไว้ แรงกดดันจากกระบี่ของอาวุโสไป๋ที่ปะทะกับพลังของมู่หยางทำให้มิติที่พวกเขายืนอยู่พังทลายลงกลายเป็นเศษเสี้ยวของห้วงเวลา “ชิงเสวี่ย ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะตัดใจ... ข้าก็จะช่วยเจ้าตัดมันให้ขาดกระจุย!” มู่หยางกระซิบข้างหูของนาง เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาผลักนางเข้าไปในรอยแยกของมิติที่เปิดกว้างออก รอยแยกนั้นไม่ใช่ทางออกสู่โลกภายนอก แต่มันคือ ‘ห้วงลึกแห่งปรภพ’ ที่ที่แม้แต่เทพเซียนยังไม่กล้าเหยียบย่าง ร่างของชิงเสวี่ยร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะก้องของมู่หยางที่ไล่หลังมา “ไปดูให้เห็นกับตาเถิด... ว่าโชคชะตาที่แท้จริงของเจ้าน่ะ มันถูกลิขิตโดยใครกันแน่!” ก่อนที่สติของชิงเสวี่ยจะเลือนหายไปในความมืด นางเห็นร่างของอาวุโสไป๋ก้าวตามลงมา แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหยุดเต้นคือ... ในมือของอาวุโสไป๋ไม่ได้ถือกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ อีกต่อไปแล้ว ทว่าเขากำลังถือหน้ากากสีเงินที่สลักลวดลายเดียวกับ ‘ตราประทับมาร’ บนแผ่นหลังของนางอยู่! หวังว่าตอนที่ 23 นี้จะถูกใจนักอ่านทุกท่านนะคะ ชิงเสวี่ยเหมันต์สัญญาว่าจะพาทุกท่านดำดิ่งสู่ปมปริศนาที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%