กลิ่นอายโลหิตและไอมารสีนิลกาฬคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ เสียงหัวරเราะเยาะเย้ยของพวกเดียรัจฉานมารดังระงมก้องหุบเขาอสูรโลกันตร์ ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราศีกดขี่ข่มฟ้าดินกลับยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาชันอย่างไร้ความหวั่นเกรง
ดวงเนตรหงส์คู่คมกริบดุจเศษน้ำแข็งพันปีมองต่ำลงเบื้องล่าง ที่ซึ่ง "ค่ายกลโลหิตหมื่นวิญญาณ" กำลังแผ่ขยายอานุภาพดูดกลืนพลังชีวิตของสรรพสิ่ง ชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬ—มู่หยาง—ยืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของค่ายกล ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยเพลิงโลภะและจิตสังหารที่บิดเบี้ยว รอยยิ้มกระหายเลือดประดับอยู่บนริมฝีปากหนา
"ชิงเสวี่ย... ศิษย์น้องรัก เจ้าช่างดื้อรั้นเสียจริง" เสียงทุ้มต่ำของมู่หยางสะท้อนก้องผ่านคลื่นปราณมาร "ยอมจำนนต่อข้าเสียเถอะ แล้วบัลลังก์มารใต้หล้าแห่งนี้จะถูกวางไว้แทบเท้าเจ้า ไยต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อสำนักที่ทอดทิ้งเจ้าในอดีตเล่า?"
ชิงเสวี่ยแค่นเสียงเยotanในลำคอเบาๆ "หุบปากของเจ้าเสีย มู่หยาง"
น้ำเสียงของนางเยียบเย็น ราวกับสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านยอดเขาหิมะในยามเหมันต์ หัวใจของนางกระชับแน่นเมื่อนึกถึงภาพตระกูลอันสงบสุขที่ถูกแผดเผาด้วยเงื้อมมือของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าเมื่อหลายปีก่อน ความแค้นฝังรากลึกในจิตวิญญาณไม่เคยจางหาย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกคราที่ลมหายใจเข้าออก
*‘เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าเพิ่งใช้วิชาขั้นนั้น... ปราณเหมันต์โลหิตจะย้อนกลับมาทำลายเส้นลมปราณของเจ้าเอง!’*
เสียงเตือนด้วยความร้อนรนของอาวุโสไป๋ดังขึ้นในห้วงจิต ชิงเสวี่ยหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความเจ็บปวดที่แล่นริ้วผ่านนัยน์ตา นางไม่อาจถอยหลังได้อีกแล้ว หากวันนี้ไม่ทำลายค่ายกลมารนี้ลง แผ่นดินย่อมต้องลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของพวกมัน
"หากเจ้าอยากได้บัลลังก์มารนัก ข้าก็จะ 'เผา' มันให้มอดไหม้ไปพร้อมกับตัวเจ้าเอง"
ชิงเสวี่ยก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว กลางอากาศรอบตัวพลันเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีครามหมุนวนเป็นวงกว้าง ความกดดันระดับมหาอำนาจแห่งแดนเซียนแผ่ซ่านออกไปกดทับเหล่าศิษย์มารจนกระอักเลือด ทว่ามู่หยางกลับหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก! ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะใช้ปราณเหมันต์สวรรค์สะท้านฟ้าสยบข้าหรือ? ฝันไปเถอะ!" มู่หยางสะบัดแขนเสื้อ ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ เปลวเพลิงมารสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากฝ่ามือหลอมรวมกับพลังของค่ายกลเบื้องล่าง กลายเป็นอสูรเพลิงโลกันตร์พุ่งเข้าใส่ร่างระหงหมายจะกลืนกินนางให้สิ้นซาก
ในวินาทีที่อสูรเพลิงเข้าประชิด ชิงเสวี่ยหาได้หลบเลี่ยงไม่ นางหลับตาลงชั่วพริบตา ท่องเคล็ดวิชาลับที่สูญหายไปนับหมื่นปี เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่ระเบิดออก ร่างกายของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าดุจดาราในคืนเดือนหงาย
"วิชาเหมันต์นิรันดร์: หิมะโปรยดับตะวัน"
พริบตาที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตานั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับเทพเซียนผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ฝ่าเรียวบางปัดผ่านอากาศเบื้องหน้าเพียงครั้งเดียว ทว่าความหนาวเหน็บกลับแผ่ขยายความเร็วเหนือแสง เกล็ดหิมะนับล้านชิ้นไม่ได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็น 'คมดาบน้ำแข็ง' นับล้านเล่มที่สะท้อนแสงระยิบระยับบาดตา
*ฉวับ! ฉวับ! ฉวับ!*
เสียงแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว คมดาบน้ำแข็งพุ่งเข้าปะทะกับเปลวเพลิงมารสีดำอย่างดุเดือด สิ่งที่น่าตกใจคือ เพลิงมารที่เคยแผดเผาทุกสิ่งกลับถูก 'แช่แข็ง' เอาไว้กลางอากาศอย่างช้าๆ ความเย็นยะเยือกแผ่ขยายลุกลามจากเปลวเพลิงลามลงไปถึงตัวค่ายกลโลหิตเบื้องล่าง ศิษย์มารนับร้อยที่กำลังร่ายคาถาถูกความเย็นกัดกินร่างจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในชั่วพริบตา ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความหวาดกลัวขั้นสุดยอดก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผง
มู่หยางที่กำลังพุ่งเข้ามาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เพลิงมารในมือของเขาดับวูบลงในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับปราณเหมันต์ที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า
"บ้าน่า! พลังนี่มัน... เจ้าทะลวงขอบเขตนั้นแล้วหรือ?!" มู่หยางคำรามลั่นด้วยความเคียดแค้น พยายามรวบรวมพลังมารทั้งหมดต้านทานความหนาวเหน็บที่กำลังคืบคลานเข้าสู่หัวใจของตน
ชิงเสวี่ยก้าวเดินไปบนอากาศอย่างไร้เสียง ทุกย่างก้าวที่นางผ่าน ดอกบัวน้ำแข็งผุดขึ้นและเบ่งบานกลางอากาศ ความงดงามที่เยือกเย็นนี้ซ่อนเร้นไว้ซึ่งความตายที่ไร้ความปรานี
"มู่หยาง... หนี้เลือดของตระกูลชิง ถึงเวลาต้องชำระแล้ว"
นางยกมือขึ้นประสานกัน ดึงเอาพลังปราณธรรมชาติทั้งหมดในรัศมีพันลี้มารวมไว้ที่ปลายนิ้ว เปลวเพลิงสีฟ้าอ่อนที่เย็นยะเยือกจนสามารถแช่แข็งวิญญาณได้ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ก่อนจะถูกผลักออกไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
*บูมมมม!*
พลังปราณเหมันต์ระเบิดออกกลายเป็นพายุหิมะยักษ์กลืนกินร่างของมู่หยางและค่ายกลมารทั้งหมดจนขาวโพลนไปทั่วทั้งหุบเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระังก่องฟ้าก่อนจะเงียบหายไปในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ค่ายกลมารที่เคยน่ากลัวบัดนี้ถูกเผาทำลาย... ไม่สิ ถูกแช่แข็งและบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบหลังพายุหิมะสงบลง ชิงเสวี่ยกลับทรุดกายลงเล็กน้อย ร่างกายสั่นเทาจากการฝืนใช้วิชาเกินขีดจำกัด กระแสโลหิตสีแดงเข้มไหลรินออกจากมุมปากของนางตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ
*‘เสวี่ยเอ๋อร์ ระวัง!’* เสียงตะโกนของอาวุโสไป๋ดังลั่นในหัว
พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะถูกทำลายสิ้นซาก กลับเกิดรอยแยกสีดำสนิทขึ้นอย่างกะทันหัน แรงดึงดูดประหลาดพุ่งทะยานขึ้นมาจากใจกลางรอยแยก ลากร่างของชิงเสวี่ยดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว
ก่อนที่สติจะดับวูบลงในห้วงเหวลึก มือปริศนาคู่หนึ่งก็เอื้อมออกulfจากความมืด คว้าจับข้อเท้าของนางเอาไว้แน่น พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นข้างหู
*“เจ้านี่... ดื้อรั้นไม่เปลี่ยนเลยนะ ศิษย์น้องของข้า”*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความระทึกยิ่งกว่าเดิมนะคะ!
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 16
เพลิงพิโรธ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!