"เหตุใดท่านจึงนิ่งเงียบไปเสียเล่า ท่านพ่อ... หรือว่าความจริงที่ข้าเพียรตามหามาตลอดสิบปี เป็นสิ่งที่แม้แต่ท่านก็มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้?"
เสียงของชิงเสวี่ยดังก้องกังวานท่ามกลางห้องโถงลับใต้ฐานที่มั่นตระกูลชิงที่ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน บรรยากาศรอบกายเธอเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างบนพื้นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งที่แตกร้าวทุกย่างก้าวที่เธอเดินผ่าน ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นไหวด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่พยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง
เบื้องหน้าของเธอคือภาพโฮโลแกรมของชายชราผู้หนึ่ง—อดีตผู้นำตระกูลชิงที่ตายไปแล้วในวันนองเลือดปีนั้น แต่สิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่ภาพลักษณ์อันองอาจทว่ากลับเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณที่ถูกกักขังไว้ในค่ายกลพันธนาการกระดูกมาร
"เจ้าไม่ควรมาที่นี่... ชิงเสวี่ย" เสียงแหบพร่าของชายชราตอบกลับมา แววตาของเขาไม่ได้ฉายความอาลัยอาวรณ์เหมือนพ่อที่มองลูกสาว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกเข้าไปในเงามืดหลังผนังห้องโถง
ชิงเสวี่ยแค่นยิ้ม มือเรียวงามขยับวาดผ่านอากาศ ดึงเอาปราณเหมันต์นิรันดร์ออกมาปกคลุมทั่วห้องโถงเพื่อสลายค่ายกลมารที่พันธนาการวิญญาณนั้นไว้ "ท่านพ่อ ท่านคิดว่าข้ายังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่หลังกระโปรงท่านในวันนั้นหรือ? วันนี้ข้ามาเพื่อล้างแค้นให้ตระกูลข้า... ล้างแค้นให้ผู้ที่ทรยศต่อสายเลือดของตนเอง!"
"เจ้าเข้าใจผิดไปหมดแล้ว!" วิญญาณของบิดาแผดเสียงขึ้นมา "ตระกูลชิงไม่ได้ถูกทำลายเพราะผู้อื่น... แต่เราทำลายตนเองตั้งแต่เริ่มทำพันธสัญญานั้น!"
ฉับพลันนั้น อากาศในห้องโถงก็มวลตัวหนาแน่นจนน่าอึดอัด แรงกดดันมหาศาลจากกลิ่นอายมารที่ชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกของมิติ อาวุโสไป๋ที่สถิตอยู่ในแหวนมิติส่งกระแสจิตเตือนด้วยความตื่นตระหนก *'เสวี่ยเอ๋อร์! ถอยออกมา! นี่ไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา นี่คือรอยประทับของจอมมารมู่หยาง!'*
แต่ชิงเสวี่ยไม่ถอย เธอเดินเข้าไปใกล้แสงวิญญาณนั้นอีกก้าว "พันธสัญญาอะไร? อย่าได้เอาคำโกหกมาเบี่ยงเบนความสนใจของข้า ท่านพ่อ!"
"พันธสัญญาที่เจ้าได้รับสืบทอดมาในกระบี่เล่มนั้น... มันไม่ใช่พลังเซียน แต่มันคือเศษเสี้ยวพลังของ 'มารฟ้า' ที่ตระกูลเราแอบอ้างว่าได้มาจากสวรรค์!" บิดาของเธอร้องไห้ออกมาเป็นหยดเลือดสีดำ "พวกเราเป็นเพียงภาชนะ... เป็นโรงเพาะบ่มพลังให้กับมู่หยางเพื่อรอวันให้เขาจุติใหม่ในร่างที่สมบูรณ์ที่สุด และเจ้า... ชิงเสวี่ย เจ้าคือร่างที่ถูกเลือกให้เป็น 'ภาชนะ' นั้นตั้งแต่เกิด!"
หัวใจของชิงเสวี่ยกระตุกวูบ ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันจิตใจพังทลายลงในชั่วพริบตา โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนคว้าง วิชาเหมันต์ที่เธอภูมิใจนักหนา ที่แท้กลับเป็นเพียงเครื่องมือของศัตรูตัวฉกาจที่เธอหมายมั่นจะสังหารให้สิ้นซาก
"โกหก..." เธอพึมพำ มือที่กุมกระบี่เซียนสั่นเทา
"นางไม่ได้โกหกหรอก... ยอดรักของข้า"
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังมาจากความว่างเปล่าด้านหลัง เงาดำมืดเริ่มก่อตัวเป็นร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่ง ผิวพรรณซีดเผือดทว่าสง่างาม ดวงตาสีโลหิตที่มองมาที่เธอนั้นเต็มไปด้วยความหลงใหลและกระหายในเวลาเดียวกัน มู่หยางก้าวออกมาจากความมืด สายตาของเขากวาดมองชิงเสวี่ยราวกับเขากำลังมองงานศิลปะชิ้นเอกที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมานานนับสิบปี
"เจ้า..." ชิงเสวี่ยตวัดกระบี่หมายจะเสียบทะลุร่างเขา แต่เพียงมู่หยางขยับนิ้ว กระบี่ในมือเธอกลับหยุดชะงัก แสงสีฟ้าหม่นจากคมกระบี่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายลมที่พัดผ่านร่างของเธอเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ราวกับว่าตัวตนของเธอไม่ได้เป็นเจ้าของปราณในร่างตนเองอีกต่อไป
"ตระกูลของเจ้าไม่ได้ถูกสังหารเพื่อการแย่งชิงสมบัติพัสถานใดๆ หรอกนะ" มู่หยางก้าวเข้ามาประชิดจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายรอบกายเขา เขาเอื้อมมือไปเชยคางหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น "พวกเขาทุกคนตายเพราะข้าสั่งให้ตาย... ตายเพื่อที่เจ้าจะได้โศกเศร้า เพื่อที่หัวใจของเจ้าจะเต็มไปด้วยความแค้น และเพื่อที่ข้าจะได้เสพสมพลังมารที่บ่มเพาะขึ้นจากความเจ็บปวดเหล่านั้น"
มู่หยางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาราวกับคำสาปที่ฝังลึกเข้าสู่กระดูก "เพราะยิ่งเจ้าโกรธแค้นมากเท่าใด 'ตราประทับมาร' ในใจเจ้าก็จะยิ่งสมบูรณ์เร็วขึ้นเท่านั้น... ขอบใจนะที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นเซียนได้สำเร็จ มันทำให้รสชาติของเจ้าช่างหอมหวานจนข้าแทบอดใจรอให้เจ้า 'ตื่น' ไม่ไหว"
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าจากร่างของชิงเสวี่ยก็ดับวูบลง รอยประทับสีดำรูปดอกบัวมารปรากฏขึ้นบนหัวใจของเธอ มันสูบฉีดกระแสปราณมารเข้าสู่เส้นชีพจรแทนที่ปราณเซียนที่เธอเพียรบำเพ็ญมาตลอดชีวิต เธอทรุดลงกับพื้น ดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้าใสเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้แววตาของผู้คน
มู่หยางหัวเราะร่าในลำคอ ก่อนจะผละออกแล้วกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำลายทุกความหวังของเธอ "เอาล่ะ... ทีนี้ลองบอกข้าสิ ว่ากระบี่ในมือเจ้า จะยอมจงรักภักดีต่อใครกันแน่... ระหว่าง 'เซียน' ที่ทอดทิ้งเจ้า หรือ 'มาร' ที่สร้างเจ้าขึ้นมา"
ในวินาทีนั้นเอง กรงขังแห่งสติสัมปชัญญะของชิงเสวี่ยก็แตกสลาย และเงาที่ทาบทับอยู่เบื้องหลังมู่หยางก็เริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา—ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'อาวุโสไป๋' ที่เธอนับถือดั่งอาจารย์ กำลังก้มหัวให้มู่หยางอย่างนอบน้อม
ชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ดำสนิทจ้องมองไปที่อาจารย์ของตนด้วยความว่างเปล่า ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน... พร้อมกับกระบี่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬ!
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความระทึกยิ่งกว่าเดิมนะคะ!
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 17
ความจริงที่น่าตกใจ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!