หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 18

มุ่งหน้าสู่ยอดเขาเซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“หากเจ้ายังลังเลที่จะสังหารความอาลัยอาวรณ์ในใจทิ้งไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ยอดเขาเซียนที่เจ้าหมายปอง ก็ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพที่รอฝังร่างเจ้าไว้ใต้กองหิมะหรอก” เสียงแหบพร่าของอาวุโสไป๋ดังก้องอยู่ในมิติแห่งจิตสำนึก น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสมเพช ชิงเสวี่ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินหยกสีครามไม่แม้แต่จะปรือตาขึ้นมอง รัศมีไอเย็นรอบกายของนางสั่นไหวเล็กน้อยราวกับเกล็ดน้ำแข็งที่กำลังปริร้าว ก่อนจะกลับมานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวที่ไร้คลื่นลม “ท่านควรเก็บคำเตือนไว้สำหรับพวกอ่อนหัดเถิด อาวุโสไป๋” นางเอ่ยตอบ เสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังดุจกระบี่น้ำแข็งที่กรีดผ่านอากาศ “ความอาลัยอาวรณ์ของข้า ไม่ใช่จุดอ่อนที่ข้าจะปล่อยให้มันขัดขวางมรรคาสวรรค์ แต่มันคือเชื้อไฟ... ที่จะเผาผลาญผู้ที่ทำลายตระกูลของข้าให้กลายเป็นเถ้าถ่าน” นางลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าครามดุจธารน้ำแข็งลึกมิตรงดงามทว่าไร้ซึ่งอารมณ์ นางหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญา ชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วเบาๆ แม้ในห้องที่ไร้ลมพัดผ่าน บนโต๊ะหินเบื้องหน้าคือป้ายหยกประจำตัวศิษย์ระดับสูงที่นางต้องนำไปแสดงตัว ณ ยอดเขาเซียน ทว่าความผิดปกติบางอย่างปรากฏขึ้นบนผิวหยก มันมีรอยร้าวเป็นเส้นเล็กๆ สีดำสนิทที่ค่อยๆ คืบคลานราวกับหนอนแมลง กลิ่นอายมารที่คุ้นเคย... กลิ่นอายของมู่หยาง ‘เขายังไม่จากไปไหน’ นางคิดในใจ พลางใช้นิ้วเรียวสวยแตะลงบนรอยร้าวนั้น ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วนางซึมซาบเข้าไป แต่มันกลับถูกกลืนกินด้วยพลังมืดที่ดุร้ายกว่า “ดูเหมือนว่าเขารู้ดีว่าเจ้ากำลังจะผ่านด่านทดสอบที่สอง” อาวุโสไป๋กล่าวต่อ “มู่หยางไม่ได้ต้องการเพียงแค่ชีวิตเจ้า ชิงเสวี่ย... เขาต้องการให้เจ้า ‘พังทลาย’ ลงจากภายใน เมื่อเจ้าตกอยู่ในสภาวะจิตใจสับสน เขาจะก้าวเข้ามาเป็นที่พึ่งพิงเดียวของเจ้าในนรกขุมนั้น” “เขาฝันกลางวันเกินไป” ชิงเสวี่ยแค่นยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าน่าสะพรึงกลัวดั่งหิมะที่ปกคลุมซากศพ “ข้าจะไปที่ยอดเขาเซียน และข้าจะก้าวข้ามผ่านการทดสอบนี้ด้วยตัวข้าเอง ไม่ว่าผู้ใด... ต่อให้เป็นมารฟ้าที่จุติมาใหม่ ก็ไม่อาจขวางทางข้าได้” นางเดินออกจากถ้ำบำเพ็ญ ก้าวเท้าออกไปสู่ลานกว้างหน้าสำนัก ท้องฟ้าเบื้องบนมืดครึ้ม อากาศกดดันจนศิษย์ผู้อื่นต่างพากันหลบเลี่ยงเส้นทางที่นางผ่าน กลิ่นอายความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนางรุนแรงขึ้นจนน้ำค้างบนใบหญ้าแข็งตัวเป็นเกล็ดหิมะในพริบตา เบื้องหน้าคือประตูมิติขนาดมหึมาที่เชื่อมต่อไปยังเส้นทางสู่ยอดเขาเซียน เส้นทางนี้เต็มไปด้วยค่ายกลมายาและด่านทดสอบจิตวิญญาณที่ไม่มีผู้ใดเคยผ่านได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในใจ หลายคนที่เข้าไปต่างกลับออกมาในสภาพเสียสติ หรือไม่ก็สูญสิ้นพลังปราณไปตลอดกาล ขณะที่ชิงเสวี่ยกำลังจะก้าวเข้าสู่ม่านพลัง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ใต้ต้นท้อที่ไร้ดอกไม้ นั่นคือชายหนุ่มในชุดดำขลับ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูอบอุ่นในความทรงจำวัยเยาว์ บัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและหม่นหมอง มู่หยาง... เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิด “เจ้ามาที่นี่เพื่อส่งข้าไปตาย หรือเพียงเพื่อดูว่าข้าจะโง่เขลาพอที่จะเดินเข้ากับดักของเจ้าหรือไม่?” ชิงเสวี่ยเอ่ยถามโดยไม่หยุดเดิน น้ำเสียงของนางเย็นชาจนคนฟังแทบหยุดหายใจ มู่หยางไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาก้าวออกมาจากเงาเงื้อน ต้นท้อเบื้องหลังเขาจู่ๆ ก็ผลิบานเป็นดอกไม้สีเลือดที่ส่งกลิ่นหอมชวนคลื่นเหียน “ข้ามาเพื่อเตือนเจ้าต่างหาก ชิงเสวี่ย... ยอดเขาเซียนในครั้งนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะใช้เพียง ‘กระบี่’ ในการตัดสิน” เขาเว้นจังหวะ สายตาจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตานาง “สิ่งที่รอเจ้าอยู่ข้างบนนั้น ไม่ใช่เทพเซียนที่เจ้าศรัทธา แต่คือ ‘ความทรงจำ’ ที่เจ้าพยายามกดทับมันไว้ด้วยน้ำแข็งพวกนั้น หากเจ้าเปิดมันออกมา... เจ้าอาจจะไม่ได้เป็นคนเดิมที่เดินกลับออกมาหาข้าอีกเลย” ชิงเสวี่ยชะงักฝีเท้าเพียงครู่เดียว ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “ความทรงจำที่เจ้ายัดเยียดให้ข้า หรือสิ่งที่เจ้าพยายามลบเลือนเพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเองกันแน่ที่น่ากลัวกว่ากัน มู่หยาง?” นางไม่รอฟังคำตอบ ร่างระหงพุ่งตัวเข้าสู่ม่านพลังสีทองคำเบื้องหน้า ทันทีที่ร่างกายของนางแตะสัมผัสกับพลังงานมหาศาล โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากวิญญาณออกจากร่างถาโถมเข้ามา ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไม่ใช่ภูเขาเซียนที่งดงาม แต่เป็นลานหินกว้างใหญ่ของตระกูลนางในวันที่เปลวเพลิงสีชาดลุกโชน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ เสียงกรีดร้องของคนในตระกูลที่ควรจะเป็นเพียงอดีต กลับดังสะท้อนก้องหูราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ชิงเสวี่ยยืนนิ่งอยู่กลางกองเพลิงลวงตานี้ มือของนางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งเดินตรงมาหา... ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่มู่หยาง แต่เป็นชายในชุดสีขาวที่นางรักและเคารพที่สุดในตระกูล ซึ่งตายไปนานหลายปีแล้ว “ท่านอา...?” นางพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นสั่นเครือเป็นครั้งแรก ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกฉีกขาดครึ่งหนึ่ง และในมือของเขา... เขากำลังถือศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าถอดแบบมาจากชิงเสวี่ยในวัยเยาว์ไม่มีผิดเพี้ยน! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหนาวเหน็บไปพร้อมกับข้านะคะ!
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%