“หากเจ้ายังฝืนโคจรลมปราณเช่นนี้ เส้นชีพจรของเจ้าได้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงก่อนที่ศัตรูจะทันได้ชักกระบี่ออกมาเสียอีก!”
สุ้มเสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรอบที่ขยี้บนพื้นหินดังขึ้นในความเงียบงันของมิติในแหวน
ชิงเสวี่ยชะงักฝ่ามือที่กำลังรวบรวมไอเย็นหมายจะสมานแผลฉกรรจ์บนหัวไหล่ เธอหอบหายใจถี่กระชั้น หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านไรผม ใบหน้างามล่มเมืองซีดเผือดราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้โลหิตหล่อเลี้ยง ดวงตาหงส์หรี่มองไปยังเงาร่างเลือนรางของอาวุโสไป๋ที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า
ชายชราผู้นี้เคยเป็นดั่งขุนเขาที่ไร้ซึ่งจุดจบ แต่ยามนี้ ร่างโปร่งแสงของเขากลับดูพร่าเลือนยิ่งกว่าครั้งใด ประหนึ่งหมอกควันที่ถูกลมพายุพัดจนจวนเจียนจะสลายไปกับอากาศธาตุ
“ท่านอาจารย์… ทำไมท่านถึงไม่หยุดข้า” ชิงเสวี่ยเค้นเสียงถาม เสียงของเธอสั่นเครือแต่ทว่าแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่มิอาจหักห้าม “บาดแผลที่ได้รับจากกระบี่มารมู่หยางนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ปราณเหมันต์ของข้าจะเยียวยาได้ลำพัง หากท่านไม่สละพลังวิญญาณมาช่วยอุดรอยรั่วนี้… ข้าคง… ข้าคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้”
อาวุโสไป๋หัวเราะเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจนน่าใจหาย เขายกมือขึ้นปัดป้องความกังวลของศิษย์สาว “เจ้าโง่เขลาเสียจริง ชิงเสวี่ย… ข้าเป็นเพียงดวงจิตที่หลงเหลือจากยุคสมัยที่ล่มสลาย การสูญเสียพลังวิญญาณเล็กน้อยนี้เทียบไม่ได้เลยกับการที่ต้องเห็นเจ้า… ผู้เป็นความหวังเดียวของเหล่าเซียนต้องดับสูญไปในเงื้อมมือของจอมมารมู่หยาง”
“แต่ท่านกำลังจะหายไป” ชิงเสวี่ยก้าวเข้าไปหา ทรุดตัวลงเบื้องหน้าเขา “ท่านช่วยข้ามามากเกินไปแล้ว… ทั้งที่มันควรจะเป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องแบกรับ”
“หน้าที่หรือ?” อาวุโสไป๋ลืมตาขึ้น ดวงตาสีขุ่นมัวทว่าเปี่ยมด้วยปัญญาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในจิตวิญญาณของเธอ “ชิงเสวี่ยเอ๋ย เจ้ามีความแค้นของตระกูลเป็นโซ่ตรวนที่รัดรึงหัวใจ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าบาดแผลบนกายคือบาดแผลที่มองไม่เห็น… ความหวาดกลัวที่ว่าเจ้าจะกลายเป็นปีศาจเสียเองเมื่อต้องเผชิญกับมู่หยาง”
คำพูดนั้นราวกับเข็มพิษที่ปักลงกลางใจ ชิงเสวี่ยเงียบงัน ลมหายใจที่เคยหนักหน่วงพลันแผ่วเบาดุจหิมะตก สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร มันไม่ใช่พลังเหมันต์ที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นไอสีดำทมิฬที่ยังคงตกค้างจากกระบี่ของมู่หยาง มันเลื้อยคลานเหมือนงูพิษ คอยกัดกินเจตจำนงเซียนในกายเธอทีละน้อย
“ข้าจะไม่ยอมให้เขาเปลี่ยนข้าได้” เธอเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นจนก้องไปทั่วห้วงมิติ
“จิตใจที่มุ่งมั่นคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด” อาวุโสไป๋พยักหน้าช้าๆ “แต่ฟังข้านะ… มู่หยางไม่ได้ต้องการเพียงแค่ชีวิตของเจ้า เขากำลังจะหลอมรวม 'หินดาราเหมันต์' กับหัวใจมารของเขา หากเขากระทำการสำเร็จ เมื่อนั้นโลกเซียนจะไม่มีที่ให้เจ้าได้ยืนหยัดอีกต่อไป”
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง แหวนมิติที่เปรียบเสมือนเกราะกำบังเริ่มมีรอยร้าว ชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัว… กลิ่นของดอกกุหลาบสีเลือดและไอสังหารที่เย็นเยียบไม่ต่างจากฤดูหนาวที่ตายสนิท
“เขาตามมาถึงที่นี่ได้อย่างไร!” ชิงเสวี่ยผุดลุกขึ้น แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจปลายกระบี่
อาวุโสไป๋ขยับตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างของเขาเริ่มแตกสลายเป็นละอองแสง “เขาไม่ได้มาเพื่อล่า แต่เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของข้า… เขาตั้งใจจะกำจัดข้าทิ้งก่อนที่เจ้าจะแข็งแกร่งพอจะต้านทานเขาได้”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเชื่องช้าดั่งจังหวะแห่งความตายก้องขึ้นเบื้องหลังกำแพงมิติที่กำลังแตกร้าว
“ศิษย์น้องที่รัก… เจ้าคิดจะซ่อนตัวอยู่หลังเงาของอาจารย์ที่ใกล้ดับสูญไปถึงเมื่อไหร่กัน?” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามา แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและเสน่หาที่บิดเบี้ยว
ชิงเสวี่ยกำหมัดแน่น จนเล็บจิกเข้าเนื้อจนโลหิตสีแดงฉานหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลน อาวุโสไป๋หันมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย แววตาเต็มไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้
“จงจำไว้ ชิงเสวี่ย… ปราณเหมันต์ไม่ใช่แค่การทำให้ทุกอย่างเยือกแข็ง แต่คือการยอมรับความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดมาเติมเต็มได้… จงใช้มัน… สยบความมืดมิดในใจตนเองก่อนที่จะออกไปเผชิญกับเขา”
ทว่าก่อนที่ร่างของอาวุโสไป๋จะจางหายไปจนหมดสิ้น เขากลับคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น ดวงตาที่เคยขุ่นมัวพลันเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า
“เจ้าต้องระวัง… คนที่ชี้ทางให้เจ้าในวันนี้ อาจเป็นคนเดียวกับที่หักหลังตระกูลของเจ้าในวันวาน”
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดกลางใจ ชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง ทันใดนั้นกำแพงมิติพังทลายลงพร้อมกับแสงสว่างที่แสบตา มู่หยางก้าวข้ามผ่านซากปรักหักพังเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ มือข้างหนึ่งของเขายังคงถือกระบี่ที่อาบไปด้วยโลหิตมังกร… และโลหิตนั้น ไม่ใช่โลหิตของศัตรูที่ไหน แต่เป็นโลหิตที่เพิ่งหยดออกมาจากร่างของคนรับใช้คนสนิทที่เฝ้าหน้าถ้ำให้เธอ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่มู่หยางจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของชิงเสวี่ยพังทลายลงตรงหน้า
“เจ้าไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหรอกศิษย์น้อง… เพราะในขณะที่เจ้ากำลังร่ำไห้ให้แก่อาจารย์ที่หลอกลวงเจ้ามาตลอดชีวิต เจ้าควรจะรู้ไว้ว่า… 'ผู้ที่ฆ่าล้างตระกูลของเจ้า' ก็กำลังยืนอยู่ข้างหลังเจ้าในยามนี้เช่นกัน”
ชิงเสวี่ยตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใครกำลังกดทับลงมาบนแผ่นหลังของเธอ… มือที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของคำสาปวางลงบนไหล่ของเธอช้าๆ พร้อมเสียงกระซิบที่คุ้นหูที่สุดในความทรงจำวัยเยาว์
ขอให้ทุกท่านจงร่วมเป็นกำลังใจให้ชิงเสวี่ยก้าวผ่านรอยร้าวแห่งโชคชะตาที่กำลังจะพรากทุกสิ่งไปจากเธอด้วยนะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 29
บาดแผลที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!