“ชื่อของศิษย์อาจารย์ใหญ่เหวินหยาง... คือชื่อที่เจ้าเอ่ยออกมาหรือ?”
ชิงเสวี่ยเค้นเสียงถาม ร่างบางยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็งท่ามกลางความมืดมิดในหุบเขาไร้ลักษณ์ ลมหายใจของนางติดขัดราวกับมีก้อนน้ำแข็งอัดแน่นอยู่ในทรวงอก นามที่มู่หยางเอ่ยออกมามิใช่เพียงชื่อคน แต่มันคือรากฐานความเชื่อมั่นทั้งหมดที่นางเคยยึดถือ หากอาจารย์ผู้ที่นางเคารพดุจชีวิตเป็นหนอนบ่อนไส้ เช่นนั้นการบำเพ็ญเพียรตลอดสิบปีที่ผ่านมาเพื่อล้างแค้นให้ตระกูล ยังจะมีความหมายอันใดอีก?
มู่หยางไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ รัศมีมารสีนิลรอบกายเขาบิดเบี้ยวราวกับเงาอสูรที่จ้องจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง “ความจริงมักจะหนาวเหน็บยิ่งกว่าเคล็ดวิชาเหมันต์ของเจ้าเสียอีก ชิงเสวี่ย... พรุ่งนี้ที่ลานประลองสำนัก เจ้าจะเห็นเองว่าผู้ที่เจ้าเรียกขานว่าอาจารย์ แท้จริงแล้วเขาต้องการให้เจ้าแข็งแกร่งเพื่อเป็นกุญแจไขไปสู่ขุมพลังที่เขาต้องการ หรือเพียงเพื่อใช้เจ้าเป็นเครื่องสังเวย”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะสลายกายกลายเป็นไอหมอกสีดำ ทิ้งให้นางยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางหยาดน้ำค้างที่เริ่มแข็งตัวเป็นเกล็ดหิมะรอบฝ่าเท้าของนาง
…
วันรุ่งขึ้น ณ ลานประลองหยกขาวใจกลางสำนักเซียนเมฆาคล้อย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ผู้คนล้นหลามทั้งศิษย์ในและศิษย์นอกต่างจับจ้องมาที่ใจกลางสนาม ชิงเสวี่ยก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนแทบไร้เสียง ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน ทว่าแววตากลับว่างเปล่าดุจมหาสมุทรน้ำแข็งที่ไม่เคยถูกรบกวน
คู่ต่อสู้ของนางในวันนี้คือ ‘จ้าวเฟิง’ ศิษย์เอกสายตรงผู้ถือดีในวิชาอัคคีผลาญฟ้า เขายืนรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าคมคายฉาบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ชิงเสวี่ย ข้าเตือนเจ้าแล้วนะว่าบนลานประลองนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับพวกเย็นชาเช่นเจ้า หากเจ้าไม่อยากบาดเจ็บหนักจนต้องเลิกบำเพ็ญเพียรไปเสียก่อน ก็จงก้มหัวกราบขอขมาอาจารย์เหวินหยางเสียตอนนี้ ข้าอาจจะปรานีเจ้าบ้าง”
ชิงเสวี่ยไม่กล่าววาจา นางเพียงคลายกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบอากาศดังกังวานเบาๆ ทว่ากลับทำให้ปรอทในลานประลองลดต่ำลงจนทุกคนรอบข้างต้องรีบใช้ปราณป้องกันความหนาว
“เริ่มได้” เสียงประกาศิตของกรรมการดังขึ้น
จ้าวเฟิงไม่รอช้า เขาคำรามก้อง ฝ่ามืออัคคีแผ่ขยายออกเป็นเปลวเพลิงสีส้มแดง พุ่งเข้าหาชิงเสวี่ยด้วยความเร็วสูง ความร้อนแรงนั้นทำให้หินหยกใต้วงล้อมเริ่มแตกร้าว ทว่าชิงเสวี่ยกลับเพียงแค่ขยับข้อมือเบาๆ
นางมิได้หลบหลีก หากแต่ใช้ปลายกระบี่แตะลงบนอากาศที่ว่างเปล่า ความเยือกเย็นมหาศาลพุ่งออกจากกระบี่ดุจคลื่นสึนามิที่แปรสภาพเป็นกำแพงน้ำแข็งหนาทึบเข้าปะทะกับเปลวเพลิง
*ฟู่!*
เสียงไอระเหยดังสนั่นหวั่นไหว ลานประลองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวหนาทึบ จ้าวเฟิงเบิกตากว้างเมื่อพบว่าพลังปราณของเขาถูกแช่แข็งจนมิอาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ “เป็นไปไม่ได้! เจ้าใช้พลังปราณเพียงแค่สามส่วน... เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว!”
“ข้ามิได้ดูถูกท่าน” ชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับแทรกซึมไปด้วยจิตสังหารที่เย็นยะเยือก “ข้าเพียงแต่กำลังรอ... รอให้ท่านเผยจุดที่เน่าเฟะที่สุดออกมา”
จ้าวเฟิงกัดฟันกรอด เร่งเร้าพลังปราณอัคคีทั้งหมดในกายจนผิวหนังเริ่มไหม้เกรียม เขาพุ่งทะลุหมอกน้ำแข็งเข้ามาหมายจะกระแทกฝ่ามือใส่หน้าอกของนาง ชิงเสวี่ยเพียงหลับตาลงสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จังหวะที่ฝ่ามืออัคคีอยู่ห่างจากใจกลางอกเพียงหนึ่งนิ้ว ร่างของนางก็บิดพลิ้วราวกับเกล็ดหิมะที่ล่องลอยตามลม
นางใช้กระบี่แตะที่จุดชีพจรที่แขนของจ้าวเฟิงเบาๆ ทันใดนั้นกระแสความเย็นจัดก็พุ่งเข้าสู่เส้นลมปราณของเขาโดยตรง จ้าวเฟิงทรุดลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เกล็ดหิมะสีครามเริ่มเกาะกินตามอาภรณ์และลามขึ้นสู่ใบหน้า
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลอง ศิษย์ทุกคนต่างตะลึงงันกับความสามารถในการควบคุมพลังที่ไร้ที่ติของนาง
“ผู้ที่ใช้พลังมารแอบแฝงในการประลองเช่นท่าน... ไม่ควรค่าแก่การเป็นศิษย์สำนัก” ชิงเสวี่ยเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝัก เสียงกระทบของฝักกระบี่นั้นดังก้องไปทั่วหุบเขา แทนคำตัดสินที่เฉียบขาด
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับ เสียงปรบมือที่แหบพร่าและคุ้นหูก็ดังขึ้นจากแท่นเกียรติยศด้านบน
“ยอดเยี่ยม... สยบศัตรูด้วยความนิ่งสงบ สมกับเป็นศิษย์ที่ข้าเฝ้าฟูมฟักมากับมือ”
ชิงเสวี่ยชะงักกึก นางเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่บนอาสนะประธาน อาจารย์เหวินหยางกำลังมองมาที่นางด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ แต่มิใช่รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ... มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่มองเห็นเหยื่อติดกับดัก
มือของอาจารย์เหวินหยางขยับเบาๆ พลันผนึกที่ลานประลองซึ่งควรจะเป็นเพียงการประลองทั่วไปกลับทำงานขึ้น มันคือ ‘ค่ายกลพันธนาการโลหิต’ ที่เขากางไว้ล้อมรอบตัวนางตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ
“แต่เจ้าคงลืมไปว่า...” อาจารย์เหวินหยางก้าวลงมาจากแท่นด้วยท่าทางสง่างาม “ในฐานะอาจารย์ ข้ามีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะดึงพลังทั้งหมดที่เคยถ่ายทอดให้เจ้า... กลับคืนสู่สำนักเสียในวันนี้”
สิ้นคำกล่าว ร่างกายของชิงเสวี่ยก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง ปราณเซียนในกายของนางเริ่มไหลย้อนกลับด้วยแรงดึงดูดมหาศาลจากค่ายกลรอบตัว ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากลมปราณแล่นปราดไปทั่วร่าง แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่นางเห็นในมิติแหวนที่อาวุโสไป๋พำนักอยู่... วิญญาณของอาจารย์อาวุโสไป๋กำลังถูกโซ่ตรวนสีดำทมิฬลากจูงให้หายเข้าไปในรอยแยกมิติโดยน้ำมือของเหวินหยาง!
ชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ ดวงตาสีฟ้าครามเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเงินวาวโรจน์ นางตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ทั้งสำนักเซียนที่นางศรัทธา คือรังของมารร้ายที่ชักใยโดยผู้ที่นางเรียกว่าอาจารย์มาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บไปกับชิงเสวี่ยนะคะ!
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 4
พิสูจน์ตน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!