หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 26

กับดักเลือด

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“เลิกเสียแรงเปล่าเถอะชิงเสวี่ย... ข่ายอาคมโลหิตนี้กลั่นมาจากความแค้นของดวงวิญญาณนับหมื่น ยิ่งเจ้าต้านทานด้วยปราณเหมันต์มากเท่าใด มันก็ยิ่งกัดกินตัวตนของเจ้าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเร็วขึ้นเท่านั้น” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องอยู่ในความมืดมิด ชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสชาติคาวหวานที่ปลายลิ้นไม่ได้ทำให้ความเยือกเย็นในแววตาของนางสั่นคลอนแม้แต่น้อย นางยืนตระหง่านอยู่ใจกลางพื้นที่ที่บิดเบี้ยว อักขระสีชาดนับพันสายพันธนาการร่างนางไว้ดุจโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์รอบกายเริ่มริบหรี่ลงเมื่อถูกไอวิญญาณชั่วร้ายกัดกร่อน นางไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา แต่รวบรวมปราณกระบี่เหมันต์ไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะตวัดวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ เสียงดัง *เคร้ง* ราวกับโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วพื้นที่กักขัง แต่นั่นกลับเป็นการกระทำที่โง่เขลาในสายตาของคนภายนอก “เจ้ายังคงดื้อรั้นเหมือนเช่นวันวาน” จอมมารมู่หยางปรากฏกายขึ้นท่ามกลางหมอกสีเลือด รูปลักษณ์ของเขาสง่างามดั่งเดิม ทว่าดวงตาสีอำพันคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นที่นางเคยสัมผัสในฐานะศิษย์พี่ “ข้าอุตส่าห์เตรียม ‘ของขวัญ’ ชิ้นนี้ไว้ให้เจ้าเพียงผู้เดียว เพื่อให้เราได้มีเวลาทำความเข้าใจกัน... โดยไม่มีเหล่าผู้อาวุโสตาแก่พวกนั้นมาขัดจังหวะ” “เจ้าเรียกคุกที่ใช้กักขังดวงวิญญาณว่าของขวัญงั้นหรือ มู่หยาง?” ชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล นางพยายามตั้งสมาธิ แต่ความเจ็บปวดจากการถูกสูบพลังเริ่มลามไปถึงกระดูก “วิถีมารที่เจ้าเลือกเดิน... มันทำให้จิตใจเจ้าบิดเบี้ยวไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ” “วิถีมารคือความจริงที่ไร้ซึ่งการเสแสร้ง!” มู่หยางก้าวเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงเบื้องหน้านาง นิ้วเรียวยาวเอื้อมมาหวังจะเชยคางหญิงสาว แต่ชิงเสวี่ยกลับเบี่ยงหน้าหลบด้วยท่าทีเย็นชาจนเขาต้องชะงัก “ชิงเสวี่ย เจ้าก็รู้ดีว่าโลกใบนี้เน่าเฟะเพียงใด การที่สำนักของเจ้าถูกกวาดล้างในคืนนั้น... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ามันเป็นฝีมือของคนเพียงกลุ่มเดียว? ถ้าเจ้ายอมสยบให้ข้า ข้าจะเปิดเผยความจริงที่เจ้าโหยหามาตลอดทั้งชีวิต” ในแหวนมิติที่ข้อมือของชิงเสวี่ย วิญญาณของอาวุโสไป๋กำลังสั่นสะท้านด้วยความกังวล *“คุณหนู... อย่าได้หลงเชื่อคำลวงของมัน! ค่ายกลนี้คือ ‘พันธนาการโลหิตกลืนวิญญาณ’ หากเจ้ามีจิตใจที่วอกแวกแม้เพียงนิด ไอมารจะแทรกซึมเข้าสู่ตันเถียนและเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นหุ่นเชิดของมันทันที!”* ชิงเสวี่ยปิดเปลือกตาลง ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเชื่องช้า นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านเส้นชีพจร นี่คือบททดสอบที่อันตรายที่สุดตั้งแต่ที่นางเคยพบเจอมา หากนางไม่อาจหลุดพ้นจากกับดักนี้ได้ ไม่เพียงแต่นางจะสูญสิ้นพลังบำเพ็ญ แต่ตัวตนที่เป็น 'ชิงเสวี่ย' ก็จะเลือนหายไปตลอดกาล “ความจริงที่เจ้าว่า... คือสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อกล่อมเกลาจิตใจที่แปดเปื้อนของตัวเองสินะ” นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงเหมันต์ในดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามเข้มข้น “มู่หยาง ข้าเคยเป็นศิษย์น้องที่เคารพเจ้า แต่ในฐานะเซียน... ข้าไม่อาจยอมให้มารร้ายทำลายสมดุลของโลกนี้ได้” “เช่นนั้นก็จงจมดิ่งไปกับความมืดเสียเถิด!” มู่หยางคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาสะบัดมือ อักขระเลือดรอบตัวชิงเสวี่ยพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบที่พุ่งเข้าใส่ร่างนางจากทุกทิศทาง ชิงเสวี่ยไม่ได้หลบหลีก นางกลับคลายการป้องกันพลังปราณทั้งหมดลง ยอมให้คมดาบเหล่านั้นกรีดผ่านอาภรณ์สีขาวจนเกิดรอยฉีกขาด แต่ในจังหวะที่คมดาบจะสัมผัสถึงเนื้อหนัง นางกลับใช้วิชา ‘หมื่นเหมันต์นิรันดร์กาล’ เร่งพลังจนถึงขีดสุด อุณหภูมิโดยรอบดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งจนพื้นที่สีเลือดเริ่มเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน *เปรี๊ยะ!* เสียงแตกร้าวของค่ายกลดังก้องราวกับเสียงพสุธาถล่ม มู่หยางเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง เขาไม่คิดว่านางจะใช้วิธี ‘ทำลายตนเพื่อทำลายค่ายกล’ การกระทำเช่นนี้เป็นการเสี่ยงที่สูงเกินไปหากพลาดเพียงเศษเสี้ยว นางอาจดับสูญไปพร้อมกับพลังมาร ทว่า ในขณะที่ค่ายกลกำลังจะพังทลายลงนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของชิงเสวี่ยพลันสั่นสะเทือน อักขระสีชาดที่ดูเหมือนจะแตกสลายกลับดูดกลืนพลังของนางเข้าไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของคนที่คุ้นเคยคนหนึ่งปรากฏขึ้นจากเงามืดด้านหลังมู่หยาง “ข้าบอกท่านแล้ว... ว่านางไม่อาจทำลายได้ด้วยวิธีธรรมดา” หญิงสาวในชุดดำสนิทก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ ทว่าแววตานั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นที่ชิงเสวี่ยจำได้ดีที่สุด... เป็นใบหน้าของสตรีที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ในหุบเขาไร้ลักษณ์เมื่อสามปีก่อน ชิงเสวี่ยชะงักงัน พลังเหมันต์ที่รวบรวมไว้กระตุกวูบเมื่อเห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวของสตรีผู้นั้น มู่หยางหัวเราะร่าในขณะที่เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้สตรีชุดดำก้าวเข้ามาแทนที่พร้อมกับกริชเล่มหนึ่งที่อาบด้วยพิษสีม่วงคล้ำ “ท่านเซียนผู้สูงส่ง... ข้าขอขอบคุณสำหรับวิชาที่ท่านเคยสอนข้า” หญิงผู้นั้นเอ่ยเบาๆ ก่อนจะแทงกริชลงบนรอยแผลที่ไหล่ของชิงเสวี่ยอย่างแม่นยำ “แต่เสียใจด้วยนะคะ... เพราะค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกักขังท่านเพียงคนเดียว แต่มันมีไว้เพื่อเปลี่ยนถ่ายเลือดเซียนของท่าน... ให้กลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแก่ท่านจอมมารผู้ใหม่!” ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นพล่านไปทั่วร่าง ชิงเสวี่ยรู้สึกได้ว่าพลังในกายกำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังระงมไปทั่วหุบเขาที่นางไม่อาจหลบหนีไปไหนได้อีกแล้ว ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับชิงเสวี่ยในบททดสอบที่บีบคั้นหัวใจเช่นนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%