"หากเจ้าคิดว่าหยาดโลหิตเพียงไม่กี่หยดจะสามารถสยบพยศของกระบี่มารที่ข้าหล่อหลอมด้วยความแค้นนับหมื่นศพได้ เจ้าก็ช่างไร้เดียงสานัก ชิงเสวี่ย..."
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของจอมมารมู่หยางดังสะท้อนก้องหุบเขาอเวจี เงาร่างสีดำทมิฬของเขาลอยเด่นอยู่เหนือความมืดมิด ดวงตาสีเพลิงจ้องมองสตรีผู้โดดเดี่ยวที่กำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางวงล้อมของปราณมารที่หมุนวนดุจพายุ ชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความเจ็บปวดจากการถูกสูบปราณไม่ได้ทำให้ใบหน้าขาวซีดของนางสั่นคลอนไปแม้แต่น้อย แต่ทว่าหยาดเหงื่อที่ไหลซึมผ่านกรอบหน้ากลับสะท้อนถึงวิกฤตที่นางกำลังเผชิญ
นางไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา แต่กลับหยิบกระบี่ 'เหมันต์นิรันดร์' ที่สั่นระริกราวกับมีชีวิตขึ้นมาจรดไว้กลางฝ่ามือ
"ศิษย์พี่... ท่านคงลืมไปว่า สายเลือดของข้ามิใช่เพียงสายเลือดมนุษย์ทั่วไป" เสียงของชิงเสวี่ยแผ่วเบา ทว่าเย็นเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย
นางกรีดคมกระบี่ผ่านฝ่ามือโดยไม่ลังเล เลือดสีแดงสดที่ปนไปด้วยไอเย็นจัดจ้านรินไหลลงสู่คมกระบี่ที่เคยไร้สี ทันทีที่ของเหลวสีชาดสัมผัสกับเหล็กกล้า อักขระโบราณที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เนื้อเหล็กก็เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าคราม สั่นสะเทือนปฐพีจนแผ่นดินที่นางคุกเข่าอยู่แตกร้าวเป็นวงกว้าง
"เจ้าคิดจะทำอะไร!" มู่หยางที่เคยดูแคลนเริ่มขยับกายอย่างกระวนกระวาย พลังที่แผ่ออกมาจากกระบี่เริ่มกดทับจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
"ปลุกมันให้ตื่น... จากการหลับใหลที่ต้องคำสาปของท่านไงเจ้าคะ"
อาวุโสไป๋ที่ซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติรีบส่งกระแสจิตเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ชิงเสวี่ย! หยุดเถิด หากเจ้าเสียเลือดไปมากกว่านี้ จิตวิญญาณของเจ้าจะดับสูญไปพร้อมกับกระบี่เล่มนี้เสียเอง! มันไม่คุ้มกันเลย!"
"อาวุโสไป๋... ท่านก็รู้ดีว่าหากวันนี้ข้าไม่ทำเช่นนี้ มวลมนุษยชาติจะเหลือทางรอดใดอีก" ชิงเสวี่ยแค่นยิ้ม ดวงตาสีหิมะของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าประกายเงิน พลังชีวิตถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อหล่อเลี้ยงอาคมลับประจำตระกูลที่สาบสูญ
คมกระบี่ที่เคยดูเรียบเฉยบัดนี้กลับกลายเป็นสีแดงชาดสลับฟ้าคราม เสียงแผดร้องของวิญญาณกระบี่ดังระงมไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้เหล่ามารทั้งหลายที่รายล้อมอยู่ต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว มู่หยางแผ่พลังมหาศาลหมายจะพุ่งเข้าขัดขวาง แต่นางกลับตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว ปราณเหมันต์ที่รุนแรงดั่งพายุหิมะพุ่งทะลวงอากาศเข้าใส่จอมมารจนเขากระเด็นถอยไปหลายสิบก้าว
ชิงเสวี่ยทรุดกายลงพื้น ร่างกายของนางแทบไร้เรี่ยวแรง เลือดที่ไหลออกจากฝ่ามือยังคงหยดลงพื้นดิน แต่นางกลับยิ้มออกมา—รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของจอมมารมู่หยางกระตุกวูบ
"ข้าปลุกมันได้แล้ว... มู่หยาง"
แต่ในขณะที่นางกำลังจะหยัดกายขึ้นเพื่อเผด็จศึก เสียงปรบมือดังขึ้นจากมุมมืดของหน้าผาที่ควรจะไม่มีผู้ใดอยู่อีก เสียงฝีเท้าที่ก้าวออกมาอย่างช้าๆ นั้นแฝงไปด้วยไอสังหารที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าใคร เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากความมืดมิดมาหยุดอยู่เบื้องหลังนาง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูชิงเสวี่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นางถึงกับหยุดหายใจ
"เจ้าช่างงดงามเหลือเกินยามที่เลือดไหลซึม... แต่น่าเสียดาย ที่อาวุธที่เจ้าใช้ปลุกมันขึ้นมา แท้จริงแล้วคือ 'เลือดต้องห้าม' ของตระกูลเจ้าเอง... เจ้าไม่อยากรู้หรือว่า เหตุใดเหตุการณ์วันนั้น ข้าถึงไม่เคยฆ่าเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่แรก?"
ชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลังไม่ใช่เพราะพลังเหมันต์ แต่เพราะสิ่งที่ชายผู้นั้นทิ้งท้ายไว้ นางพยายามจะหันกลับไปมองใบหน้าของผู้ที่มาเยือน ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับตรึงร่างนางไว้จนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ความจริงที่ถูกฝังกลบมาเนิ่นนาน กำลังจะเปิดเผยออกมาในวินาทีที่วิญญาณของนางอ่อนแอที่สุด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับชิงเสวี่ยและเอาใจช่วยให้นางผ่านพ้นอุปสรรคในครั้งนี้ไปพร้อมๆ กันนะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 27
ปลุกพลังหลับใหล
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!