“เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น... เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของมู่หยางดังก้องอยู่ในมิติแห่งความทรงจำที่บิดเบี้ยว ร่างของเขาสั่นไหวราวกับภาพวาดที่ถูกหยดหมึกสีดำละลายเข้าใส่ ชิงเสวี่ยกระชับกระบี่หิมะในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้ปราณเซียนในกายจะไหลเวียนดุจธารน้ำแข็ง แต่หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเบื้องหน้าของนางไม่ใช่จอมมารผู้เหี้ยมโหด แต่เป็นศิษย์พี่ในชุดสีขาวสะอาดตาที่เคยจูงมือนางฝึกวิชาใต้ต้นท้อเมื่อครั้งเยาว์วัย
“หยุดเถอะมู่หยาง” ชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แววตานางว่างเปล่าดุจกระจกเงาที่สะท้อนเพียงความผิดบาปของเขา “ความทรงจำเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าพยายามลบหลู่ด้วยการสังหารผู้คนนับหมื่น มันไม่มีค่าพอที่จะให้ข้าหันมามองเจ้าด้วยความสงสารหรอกนะคะ”
มู่หยางแค่นยิ้ม ดวงตาที่เคยเป็นสีดำสนิทบัดนี้กลับมีรอยร้าวสีเลือดพาดผ่าน เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับกวาดมือผ่านอากาศเบื้องหน้า พื้นที่โดยรอบพลันเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ภาพลวงตา แต่มันคือการย้อนรอยอดีตที่แตกสลายของเขา
กลิ่นอายของเลือดและความแค้นโชยมาปะทะจมูก ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักลับแลในอดีต มู่หยางในวัยหนุ่มฉกรรจ์กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจ้าสำนักที่ไร้วิญญาณ ในมือของเขากำป้ายหยกประจำตระกูลที่แตกร้าวเป็นสองเสี่ยง
“เจ้าเคยถามไหม ว่าเหตุใดข้าถึงเลือกเส้นทางนี้?” มู่หยางเดินผ่านภาพเหตุการณ์นั้นราวกับวิญญาณที่หลงทาง “เจ้าเห็นเพียงข้าสังหารศิษย์ร่วมสำนัก แต่เจ้าไม่เคยเห็นภาพที่ข้าถูกกดหัวให้กราบกรานคนที่สังหารครอบครัวข้าเพียงเพื่อรักษาหน้าตาของ 'ธรรมะ' ปลอมๆ พวกนั้น”
ชิงเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายรอบตัวนางที่เคยบีบคั้นลดระดับลงเล็กน้อย “นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์เพื่อสนองความแค้นของตนเอง”
“ผู้บริสุทธิ์หรือ?” มู่หยางแค่นหัวเราะจนตัวโยน เขาก้าวเข้ามาชิดจนชิงเสวี่ยสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่ผิดปกติจากร่างเขา “ข้าคือคนเดียวที่แบกรับความเน่าเฟะของสำนักนี้ไว้บนบ่า ขณะที่เจ้าใช้ชีวิตดุจดอกไม้ในหอคอยแก้ว มีเพียงข้าที่ต้องเปื้อนเลือดเพื่อให้เจ้ายังคงความบริสุทธิ์นั้นไว้ได้... แล้วดูตอนนี้สิ ชิงเสวี่ย เจ้ากลับใช้คมกระบี่ที่ข้าเป็นคนสอนให้เจ้าใช้ หันมาพิพากษาข้าด้วยความเย็นชาที่เจ้าก็ไม่เคยเข้าใจมันจริงๆ”
มือที่สั่นเทาของมู่หยางเอื้อมมาหมายจะแตะแก้มของนาง แต่ชิงเสวี่ยเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ ปราณเซียนพุ่งพล่านรอบกายจนพื้นดินใต้เท้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
“อย่าแตะต้องข้า” นางกล่าวเสียงต่ำ แววตาคมกริบดุจน้ำแข็งคม “ข้าไม่ใช่คนเดิมที่ท่านจะหลอกใช้ได้อีกต่อไป อดีตของท่านข้าไม่สน แต่ถ้าวันนี้ท่านยังคงมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่จะนำหายนะมาสู่โลกเบื้องล่าง ข้าคือคนที่จะจบเรื่องนี้ด้วยมือของข้าเอง”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาจากอาวุโสไป๋ดังขึ้นในจิตสำนึกของชิงเสวี่ย *“ระวัง! หญิงสาวผู้นั้น... ในความทรงจำของมู่หยาง... นางไม่ใช่เพียงภาพหลอน!”*
ชิงเสวี่ยเบิกตากว้างเมื่อสังเกตเห็นสตรีในชุดผ้าไหมสีซีดที่ยืนซ่อนอยู่ในเงาของซากปรักหักพังในความทรงจำนั้น นางไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมารดาที่แท้จริงของชิงเสวี่ยที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปี!
มู่หยางแสยะยิ้มที่มุมปาก ในมือของเขามีพลังปราณสีม่วงเข้มไหลวนคล้ายกับกำลังจะทำลายมิติความทรงจำนี้ทิ้ง “เจ้าอยากรู้ความจริงไหมว่าทำไมตระกูลของเจ้าถึงถูกทำลายในคืนนั้น?”
เขาขยับนิ้วเพียงเบา พลังมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วห้วงมิติ ท้องฟ้าสีครามในความทรงจำเริ่มร้าวรานเหมือนแก้วที่ถูกค้อนทุบ ร่างของสตรีในเงามืดค่อยๆ หันมาสบตากับชิงเสวี่ย... และสิ่งที่นางเห็นในดวงตาของมารดานั้น ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นรอยยิ้มที่อำมหิตอย่างที่สุด
“เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยข้าหรอก ชิงเสวี่ย...” มู่หยางกระซิบที่ข้างหู “แต่เจ้ามาที่นี่ เพื่อรอรับความจริงที่ว่าคนที่เป็นศัตรูตัวจริงของเจ้า... คือคนที่เจ้าเรียกว่า 'ท่านแม่' มาตลอดชีวิต!”
ก่อนที่ชิงเสวี่ยจะทันได้ตั้งตัว พื้นที่โดยรอบก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของนางถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นออกจากห้วงมิติ ความมืดมิดเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของนางในทันที
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจและร่วมค้นหาความจริงอันดำมืดนี้ไปกับชิงเสวี่ยนะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 32
อดีตของมู่หยาง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!