“หากเจ้าเลือกความเมตตา เจ้าก็คือคนเขลาที่เตรียมตัวไปตาย… ชิงเสวี่ย เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าโลกใบนี้ไม่มีที่ยืนให้ผู้มีใจอ่อนโยน”
เสียงของเงาร่างตรงหน้าที่สะท้อนใบหน้าข้าราวกับกระจกเงาดูแหลมคมดุจใบมีด ดอกบัวน้ำแข็งในจิตสัมผัสของข้าสั่นระริกราวกับจะแตกสลาย พลังปราณเหมันต์ที่เคยเยือกเย็นดั่งขั้วโลกกลับร้อนรุ่มราวกับถูกเปลวเพลิงมารแผดเผาจากภายใน
ข้ามองใบหน้าของ ‘ตนเอง’ ที่ไร้ซึ่งร่องรอยความแค้น—ใบหน้าที่ปราศจากความโศกเศร้าจากการสูญเสียตระกูล ใบหน้าที่ดูสงบนิ่งดั่งผิวน้ำที่ไร้กระแสลม มันช่างน่าหลงใหล แต่ในขณะเดียวกันก็น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
“ความสงบสุขที่แลกมาด้วยการไร้ซึ่งตัวตน… เจ้าเรียกสิ่งนั้นว่าการมีชีวิตอยู่หรือ?” ข้าเค้นเสียงถาม แววตาคมกริบดุจกระบี่หิมะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่ที่เหมือนกับข้าทุกประการ มือข้าสั่นเทาเล็กน้อยขณะกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ แต่มันคือการ ‘หลุดพ้น’” เงาร่างนั้นแย้มยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นอย่างอ่อนโยนจนน่าใจหาย “เจ้าแบกความแค้นของตระกูลไว้หนักอึ้งเพียงใด ข้าที่ไร้ความแค้นย่อมรับรู้ได้ดีกว่าใคร… เจ้ากำลังจะถูกกลืนกิน ชิงเสวี่ย ปฏิเสธข้าอีกเพียงครั้งเดียว ความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็จะมอดไหม้ไปพร้อมกับจิตวิญญาณเซียน”
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าข้าก็พลันบิดเบี้ยวไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากมิติให้ฉีกขาด ความมืดมิดเข้าครอบงำประสาทสัมผัส ก่อนที่นิมิตอันน่าสะพรึงกลัวจะถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
ข้าเห็น… โลกที่เคยงดงามด้วยหมอกเซียนบัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพัง สีแดงฉานของโลหิตนองท่วมแผ่นดินดั่งมหาสมุทรที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับถูกแทนที่ด้วยรอยแยกมิติสีม่วงเข้มดุจแผลฉกรรจ์ของสวรรค์ เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ข้าเคยร่วมบำเพ็ญเพียร ต่างก้มกราบกรานเบื้องหน้าจอมมารมู่หยางที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างจากกระดูกของเหล่าเซียน
มู่หยาง… เขามิได้ดูน่าเกลียดน่ากลัวในรูปลักษณ์มาร แต่กลับงดงามราวกับเทพเจ้าในชุดคลุมสีนิลทมิฬ เขากำลังเชยคางหญิงสาวผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตายิ่งนัก ดวงตาของนางว่างเปล่าไร้แววชีวิต ราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดสิ้น
“เห็นแล้วใช่หรือไม่? ชิงเสวี่ย…” เสียงของมู่หยางดังก้องไปทั่วห้วงนิมิต ราวกับเขากำลังกระซิบข้างหูข้าจากอีกฟากของกาลเวลา “นี่คืออนาคตที่เจ้ากำลังจะสร้างขึ้น ด้วยการยึดติดอยู่กับความแค้นที่ไร้ความหมายของเจ้า”
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสมาธิที่แตกกระเจิง “นี่เป็นเพียงมายาภาพที่เจ้าสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงจิตใจข้า!”
“มายาหรือ? เจ้าสัมผัสถึงความเจ็บปวดของวิญญาณในภาพนั้นไม่ได้หรืออย่างไร?” อาวุโสไป๋ที่ดูเหมือนจะถูกขังอยู่ในกรงขังแห่งพลังมารส่งเสียงแทรกเข้ามาในหัวข้า น้ำเสียงของท่านสั่นเครือ “ชิงเสวี่ย… อย่าหันไปมองมัน! จิตใจของเจ้ากำลังถูกดึงเข้าสู่ความมืด จงตระหนักไว้ว่ามารฟ้าไม่ได้ครอบงำโลกด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่มันครอบงำด้วยความหวาดกลัวที่เจ้ามีต่ออนาคต!”
ข้าหลับตาลงแน่น พลังเหมันต์ในกายเริ่มแปรปรวน ข้าพยายามโคจรลมปราณเพื่อสลัดภาพแห่งความหายนะนั้นทิ้งไป แต่ยิ่งข้าต่อต้าน ภาพเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้น ร่างของศิษย์ในสำนักถูกมารกัดกินจนเหลือแต่โครงกระดูก และในวินาทีนั้นเอง ภาพที่ข้าหวาดกลัวที่สุดก็ปรากฏขึ้น
ร่างของข้าเอง… ชิงเสวี่ยที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์บัดนี้กลับอาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรู แววตาที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสีของมารฟ้า ข้ากำลังยืนอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ มือข้างหนึ่งถือหัวใจที่ยังเต้นตุบๆ ของมู่หยาง และมืออีกข้าง… กำลังสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง
“ข้า… ข้าจะกลายเป็นมารเสียเองอย่างนั้นหรือ?” ข้าพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะในจิตใต้สำนึก มันกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งใสวาววับ
“เจ้ามีสองทางเลือกเท่านั้น ชิงเสวี่ย” เงาร่างของข้าที่ปราศจากความแค้นเดินเข้ามาใกล้ มือเรียวบางเอื้อมมาสัมผัสแก้มข้าอย่างแผ่วเบา “รับข้ากลับคืนไป แล้วละทิ้งอำนาจเซียนที่ทำให้เจ้าแปดเปื้อน หรือจะสู้ต่อไปเพื่อเห็นโลกนี้ถูกทำลายด้วยน้ำมือของตัวเจ้าเองในร่างมารที่แท้จริง”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วกาย เมื่อข้าตัดสินใจลืมตาขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง พลังมารที่แฝงอยู่ในลมหายใจของข้าเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เส้นชีพจรสีดำเริ่มปรากฏชัดบนลำคอ ข้าหันไปมองกระบี่เหมันต์ข้างกายที่บัดนี้แตกร้าวไปครึ่งเล่ม
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยกลับดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงถ้ำบรรพชน ประตูหินที่ปิดตายมานานนับพันปีถูกผลักออกด้วยพลังมหาศาลที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลก้าวเข้ามา กลิ่นอายไอเย็นยะเยือกของมารฟ้าแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนหิมะภายนอกหยุดตกกะทันหัน
มู่หยาง… เขายืนอยู่ตรงนั้น แววตาของเขาไม่ได้บ่งบอกถึงชัยชนะ แต่เป็นความโหยหาที่น่าขนลุก “ข้ามาเพื่อเตือนเจ้าเพียงคำเดียว ชิงเสวี่ย… หากเจ้าไม่เลือกข้าในคืนนี้ สิ่งที่เจ้าเห็นในนิมิตจะกลายเป็นเพียงเรื่องตลก เพราะข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่า แม้แต่ความตายก็ไม่อาจมอบความสงบให้เจ้าได้”
เขายื่นมือมาเบื้องหน้าข้า ในมือของเขามีหยดเลือดสีทองที่เปล่งประกายดุจดวงดาว “ดื่มมันเสีย แล้วเรามาดูไปพร้อมกันว่า… ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้พังทลายสวรรค์ในค่ำคืนนี้”
ข้ามองหยดเลือดนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึก ความเยือกเย็นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่อันตรายกว่าสิ่งใด ข้ารู้ดีว่าหากแตะต้องมัน ข้าจะไม่มีวันหวนกลับไปสู่เส้นทางเซียนได้อีกตลอดกาล แต่หากไม่… ร่างกายนี้ก็จะแตกสลายเป็นเถ้าถ่านในไม่กี่ลมหายใจข้างหน้า
ข้าค่อยๆ ยื่นมือออกไป ความลังเลดั่งเข็มพิษที่ทิ่มแทงใจ ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสกับหยดเลือดนั้น เสียงกระซิบของอาวุโสไป๋ก็ดังขึ้นแผ่วเบาแต่คมชัดว่า “อย่า… ชิงเสวี่ย! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าซ่อน ‘หัวใจที่แท้จริง’ ไว้ที่ใด!”
ข้าชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึงความลับที่ข้าปิดบังไว้แม้กระทั่งจากเงาของตัวเอง หากข้าเผยมันออกมาในตอนนี้… ทุกอย่างที่ข้าเพียรสร้างมาจะสูญสิ้น หรือนี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะสยบมารผู้นี้ลงได้ตลอดกาล?
ชิงเสวี่ยเหมันต์หวังว่าเนื้อหาบทนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นและติดตามเส้นทางของชิงเสวี่ยอย่างใจจดใจจ่อนะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 38
นิมิตแห่งอนาคต
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!