กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงติดตรึงอยู่ปลายนาสิก แม้ว่าคราบสีชาดบนผืนหิมะจะถูกเกล็ดน้ำแข็งบริสุทธิ์กลบฝังจนมิดชิดแล้วก็ตาม
ข้า—ชิงเสวี่ย ทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้า เงาร่างที่คุ้นเคยแต่กลับห่างเหินราวกับอยู่คนละภพภูมิ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บระดับที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมได้ในพริบตา แต่สำหรับเขากลับดูราวกับเป็นเพียงสายลมเย็นเอื่อยเฉื่อยเท่านั้น
คำพูดของอาจารย์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ดั่งค้อนเหล็กที่ทุบซ้ำลงบนจิตมารที่ข้าพยายามสะกดกลั้นมาตลอดหลายร้อยปี *“คนที่เจ้าปกป้องไว้... แท้จริงแล้วคือผู้ที่จะปลิดชีพเจ้าในฐานะวีรสตรีแดนเหนือคนสุดท้าย”*
“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ชิงเสวี่ย”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความเยียบเย็นและอำนาจมืดดังขึ้นทำลายความเงียบ มู่หยางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับข้า แววตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งคู่นั้นไม่ได้เต็มไปด้วยจิตสังหารเช่นเคย หากแต่มีความไหววับบางประการที่อ่านไม่ออก สะท้อนภาพเงาของข้าในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับจะกลืนหายไปกับหิมะ
ข้ากระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนข้อต่อปลายนิ้วขึ้นสีขาว “ข้ากำลังคิดว่า... รอยเลือดบนมือของเจ้า กับความบริสุทธิ์ของวิถีเซียนที่ข้ายึดถือ สิ่งใดกันแน่ที่เป็นภาพลวงตา”
มู่หยางชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มนั้นทั้งขมขื่นและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน เขาก้าวเท้าเข้ามาหาข้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อห้วงอากาศรอบตัว
“วิถีเซียนงั้นหรือ...” มู่หยางทวนคำ น้ำเสียงของเขากลั้วหัวเราะเบาๆ แต่ไร้ซึ่งความขบขัน “สำนักผาเหมันต์ที่เจ้าเทิดทูน บรรพบุรุษผู้สูงส่งที่เจ้ากราบไหว้เช้าเย็น พวกเขาเคยบอกความจริงแก่เจ้าหรือไม่... ว่ารากฐานของคัมภีร์เซียนที่เจ้าฝึกฝนมาตลอดชีวิต ถูกแลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับพันที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมารเมื่อสามร้อยปีก่อน?”
ร่างของข้าชาวาบ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อมในวันที่หิมะโปรยปราย
“เจ้า... พูดเหลိုးไหลอันใด” น้ำเสียงของข้าขาดห้วงไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวผิดจังหวะจนเจ็บแปลบที่หน้าอก
“ข้าเหลวไหล หรือเจ้าต่างหากที่หวาดกลัวความจริง” มู่หยางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าข้า ห่างกันเพียงเอื้อมมือ ปลายจมูกแทบจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจอมมารที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่มันกลับไม่มีไอสังหาร มีเพียงความเวิ้งว้างและ... ความลังเลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาสนธนานั้น
เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น ช้าเสียจนข้ามีเวลาเหลือเฟือที่จะแทงกระบี่ทะลวงหัวใจเขา แต่ข้ากลับทำได้เพียงยืนนิ่งราวกับถูกสาป ปลายนิ้วอุ่นจัดของมู่หยางเกลี่ยปอยผมที่ลู่ลงเพราะเกล็ดหิมะออกจากแก้มของข้าสัมผัสนั้นแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับข้าไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตที่ถือกระบี่จ้องจะปลิดชีพเขา หากแต่เป็นของล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า
“ดูตัวเจ้าตอนนี้สิ ชิงเสวี่ย...” เสียงกระซิบของเขาชิดริมใบหู เย็นเยือกแต่กลับร้อนรุ่มในคราเดียวกัน “มือที่เปื้อนเลือดเพื่อปกป้องคนกลุ่มนั้น... พวกเขากลับมองเจ้าด้วยความหวาดระแวง เจ้าเห็นสายตาของเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสเมื่อครู่หรือไม่? พวกเขากลัวเจ้า... กลัวพลังเหมันต์ที่ไร้ผู้ต้านทานของเจ้า มากกว่าที่พวกเขากลัวสำนักมารเสียอีก”
คำพูดของมู่หยางกรีดแทงลงในรอยร้าวลึกของจิตใจข้า ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ฉายซ้ำในหัว สายตาหวาดกลัวระคนรังเกียจของเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ข้าเพิ่งช่วยชีวิตไว้... พวกเขาไม่ได้ขอบคุณ ข้าเห็นเพียงความหวาดระแวงยามที่พวกเขากลืนน้ำลายลงคอเมื่อมองกระบี่ในมือข้า
*นี่หรือคือวิถีเซียนที่ข้าอุทิศทั้งชีวิตปกป้อง?*
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก พยายามดึงจิตกลับสู่คัมภีร์เหมันต์นิรันดร์ ทว่ากระแสลมปราณในตันtian (ตานเถียน) กลับปั่นป่วนอย่างไร้ระเบียบ ภาพตระกูลที่ถูกเผาทำลายในวัยเยาว์ซ้อนทับกับภาพความจริงที่มู่หยางกำลังแผแผ่ให้เห็น ความแค้น ความศรัทธา และความว่างเปล่าเข้ากัดกินจิตวิญญาณทีละน้อย
“หากข้าทิ้งกระบี่นี้... แล้วเดินไปกับเจ้า” ข้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เอמהถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกเกินกว่าจะควบคุม “เส้นทางที่เจ้าเลือก มันเหลือที่ว่างให้คนโง่เง่าเช่นข้าจริงๆ หรือ”
มู่หยางชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด แววตาคมกริบไหววับด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยยิ้มเจิดจ้าและทรงอำนาจจะระบายบนใบหน้าหล่อเหลานั้น เขายื่นมือออกมารอรับข้า ราวกับราชาผู้ครอบครองโลกหล้าที่กำลังรอคอยราชินีคู่บัลลังก์
“ข้างกายข้า... มีที่สำหรับเจ้าเสมอ ชิงเสวี่ย ต่อให้ต้องคว่ำฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้าก็—”
*เปรี้ยง!*
ยังไม่ทันที่มู่หยางจะเอ่ยจบประโยค แสงกระบี่สีทองเจิดจ้าก็พุ่งแหวกอากาศจากความมืดมิดเบื้องหลัง รัศมีปราณเซียนอันเกรี้ยวกราดพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของมู่หยางอย่างหมายเอาชีวิต!
มู่หยางสะบัดมือวาบเดียว สร้างโล่โลหิตสีดำสนิทรับการโจนั้นไว้จนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาท เศษหิมะและน้ำแข็งกระจายตัวเป็นวงกว้างบังทัศนียภาพจนหมดสิ้น
เมื่อกลุ่มควันจางลง เงาร่างชราในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของผู้อาวุโสไป๋ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับกระบี่อาคมที่ลอยวนอยู่เหนือศีรษะ แววตาของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความผิดหวังและร Aระอา
“ศิษย์หลานชิงเสวี่ย! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่! เจ้าสนทนากับมารร้ายผู้นี้ถึงขั้นจะแปรพักตร์เชียวหรือ!” เสียงตะคอกของผู้อาวุโสไป๋ดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา
ข้าผละถอยหลังออกมาจากมู่หยางหนึ่งก้าว ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความลังเลเมื่อครู่ถูกกระชากกลับด้วยความเป็นจริงอันโหดร้าย
มู่หยางหรี่ตาลง มองผู้อาวุโสไป๋ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะหันมามองข้าที่ยืนนิ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างแสงสว่างและความมืด
“คิดให้ดี, ชิงเสวี่ย...” เสียงกระซิบของเขาแว่วผ่านสายลมหนาวมาก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปในความมืด “เพราะอีกไม่นาน... เจ้าจะต้องเป็นคนเลือกระหว่างการลงมือฆ่าข้า... หรือการยอมรับความจริงที่ว่าอาจารย์ของเจ้า เป็นคนฆ่าล้างตระกูลของเจ้าด้วยมือของเขาเอง!”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของมู่หยางก็สลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควันสีดำหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ข้ายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางลมหนาวเหน็บ ดั่งโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บนี้ไปกับข้านะคะ
*ชิงเสวี่ยเหมันต์*
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 36
ความหวั่นไหว
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!