กลิ่นอับของเอกสารคดีเก่าคร่ำคร่าผสมกับกลิ่นฝุ่นละอองที่ลอยวนในลำแสงสลัวจากหน้าต่างบานแคบ ทำให้ห้องเก็บแฟ้มชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจภูธรเมืองเก่ากลายเป็นสุสานของความจริงที่ถูกลืมเลือน ดร.อคินใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือยางพลิกหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบของสำนวนคดีเมื่อเจ็ดปีก่อนอย่างระมัดระวัง ทุกสัมผัสแผ่วเบาราวกับเขากำลังกลัวว่ากระดาษแผ่นนั้นจะแตกสลายกลายเป็นผุยผง เช่นเดียวกับความยุติธรรมที่มอดไหม้ไปพร้อมกับกาลเวลา
"คุณกำลังขุดศพที่เน่าเปื่อยขึ้นมาหายใจอีกครั้ง ดร.อคิน"
เสียงรองทรงส้นสูงกระทบพื้นปูนซีเมนต์ดังขึ้นก่อนที่ร่างเพรียวในชุดสูทสีชาโคลจะก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หลังชั้นวางแฟ้ม ทนายรินลดาซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยคำเตือน "ศาลตัดสินคดีนี้ไปนานแล้ว พยานคนสำคัญหายสาบสูญ และหลักฐานทั้งหมดชี้ว่าจำเลยกระทำความผิด การรื้อฟื้นซากศพทางกฎหมายไม่มีทางทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ยังหายใจอยู่"
อคินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เขายังคงจดจ้องอยู่กับภาพถ่ายขาวดำของจุดเกิดเหตุในสำนวน "ความจริงไม่ใช่ศพครับคุณรินลดา มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกฝังกลบเอาไว้ทั้งเป็น และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ออกซิเจนใต้ดินก็ยังคงกัดกินความเน่าเฟะจนเผยให้เห็นกระดูกที่แท้จริง"
"กระดูกที่แท้จริงงั้นหรือคะ... อ่า ขออภัยครับ ติดปาก" รินลดาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง "บางครั้งกระดูกที่คุณตามหาอาจไม่ใช่หลักฐานความบริสุทธิ์ แต่อาจเป็นอาวุธชิ้นใหม่ที่ใช้ทุบทำลายคนที่คุณพยายามปกป้องต่างหาก"
"ผมไม่ได้ปกป้องใคร ผมทำหน้าที่สืบหาข้อเท็จจริง" อคินวางกระดาษแผ่นสุดท้ายลง เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคู่คมไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหวใดๆ "และข้อเท็จจริงในคดีนี้บอกว่า 'ประจักษ์พยาน' คนสุดท้ายที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ในคืนนั้น ไม่ได้หายสาบสูญด้วยความบังเอิญ... เขาถูกทำให้หายไป"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ส่งเสียงครางหึ่งต่ำๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะในอก ความเงียบระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่เคยว่างเปล่า มันเต็มไปด้วยแรงเสียดทานของสองขั้วความคิด นิติเวชผู้ยึดมั่นในประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ กับทนายความผู้เชื่อมั่นในเกมแห่งอำนาจและช่องโหว่ของมนุษย์
รินลดาถอนหายใจยาว เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวเล็กๆ จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าเจือจางลอยปะปนกับกลิ่นกระดาษเก่า "คุณกำลังตามหา พลตรีวิจิตร อดีตนายตำรวจร้อยเวรเจ้าاحของคดีเมื่อเจ็ดปีก่อนสินะคะ เขาลาออกอย่างไร้ร่องรอยหลังจากปิดคดีได้สามวัน ทิ้งบ้านพักริมน้ำและเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้งานไม่ได้ไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครหาเขาพบแม้แต่เงา... เพราะไม่มีใครอยากให้เขาถูกพบตั้งแต่แรก"
"คุณรู้เบาะแส" อคินสรุปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่นัยน์ตาไหววูบเล็กน้อยอย่างสังเกตได้ยาก
"ฉันเป็นทนายความ ดร.อคิน หน้าที่ของฉันคือการรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากให้รู้" รินลดายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลธรรมดาแผ่นหนึ่งวางลงบนกองแฟ้มคดี "นี่คือที่อยู่ล่าสุดของรีสอร์ทเล็กๆ บนเกาะร้างนอกชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี ที่นั่นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่มีกฎหมายที่ยาวไกลพอจะเอื้อมไปถึง"
อคินมองซองเอกสารนั้นสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาว "ทำไมคุณถึงยอมบอกผม? มันขัดกับผลประโยชน์ทางคดีของคุณโดยสิ้นเชิง"
"เพราะฉันเกลียดการเล่นเกมที่ชัยชนะได้มาอย่างไร้เกียรติ" รินลดาตอบเสียงเรียบ ใบหน้าสวยเฉี่ย2หันกลับไปมองความมืดที่ปลายทางเดิน "ถ้าคุณอยากพิสูจน์ว่าฉันมันพวกบิดเบือนความยุติธรรม ก็ไปลากตัวพยานคนสุดท้ายนั้นออกมาจากนรกของเขาให้ได้... แล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่ว่าความจริงของคุณมีค่าพอที่จะแลกกับอิสรภาพของใครบางคนหรือเปล่า"
เสียงฝีเท้าของทนายสาวก้าวห่างออกไปทีละน้อย ทิ้งให้แพทย์นิติเวชมองตามแผ่นหลังนั้นจนลับตา อคินหยิบซองเอกสารขึ้นมาเปิดดู ข้างในมีเพียงตั๋วเรือเที่ยวเดียว และกระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า *'ระวังตัวด้วย ดร.อคิน คนที่ไม่อยากให้เรื่องนี้จบ ไม่ได้มีแค่พวกเรา'*
สองวันต่อมา เรือหางยาวเก่าๆ ลำเลียงร่างสูงโปรดของดร.อคินมาขึ้นฝั่งที่เกาะรกร้างแห่งนั้น ลมทะเลกลิ่นเค็มจัดพัดปะทะใบหน้าคมสัน ท้องฟ้าครึ้มฝนส่งเสียงคำรามต่ำราวกับธรรมชาติกำลังเตือนสยอง บ้านพักไม้ชั้นเดียวหลังคาผุพังตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขาริมหน้าผา คลื่นซัดสาดเข้ากับโขดหินเบื้องล่างดังโครมครามราวกับเสียงกลองศึก
อคินก้าวเดินไปตามทางเดินรกเรื้อ ใบไม้แห้งส่งเสียงกรอบแกรบใต้รองเท้าบู้ทหนัง ประตูไม้หน้าบ้านพักปิดสนิทแต่ไม่ได้ลงกลอน เขาผลักมันให้เปิดออกด้วยความระมัดระวัง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกโชว์หึ่งเข้าจมูกทันที
ภายในห้องมืดสลัว มีร่างหนึ่งนั่งคุดคู้หันหลังให้ประตู อยู่หน้าโต๊ะทำงานที่มีขวดเหล่าวางระเกะระระกะ
"คุณพลตรีวิจิตรใช่ไหมครับ" อคินเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคง
ร่างนั้นไม่ไหวติ่ง ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากเสียงลมหายใจหอบกระชั้นที่ดังสะท้อนก้อง อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้ชิดยิ่งขึ้น เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ลาดกว้างของอดีตนายตำรวจเพื่อดึงให้หันกลับมา
ทว่าทันทีที่นิ้วมือสัมผัสกับเนื้อผ้า... ร่างนั้นก็ล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังตึ้ง!
ดร.อคินชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อความจริงอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏต่อหน้า ประจักษ์พยานคนสุดท้ายที่เขาตามหามาตลอดเจ็ดปี ไม่ได้ซ่อนตัวด้วยความกลัว... และไม่ได้หายสาบสูญไปไหนเลย
ลำคอของอดีตนายตำรวจวิจิตรถูกกรีดลึกด้วยของมีคมจนหลอดลมขาดสะบั้น เลือดสีดำคล้ำแห้งกรังติดอยู่บนปกเสื้อ ร่างกายแข็งทื่อไร้ลมหายใจมาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง และที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือบนโต๊ะทำงานเบื้องหน้าร่างไร้ิญานนั้น มีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเปิดคาไว้ หน้ากระดาษถูกเขียนทับด้วยหมึกสีแดงสด เป็นตัวอักษรบรรจงแต่สั่นเครือที่อ่านได้ใจความว่า:
*‘ยินดีต้อนรับสู่ตอนจบ... ดร.อคิน’*
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก ปิดล้อมทางเข้าออกทุกด้าน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานแตก!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันตอนหน้าครับ!
นิติเวชหน้าตายกับทนายไร้พ่าย: ฆาตกรรมไร้ร่องรอยในห้องปิดตาย•ตอนที่ 14
พยานคนสุดท้าย
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับทนายไร้พ่าย: ฆาตกรรมไร้ร่องรอยในห้องปิดตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!