กลิ่นอายของหนังวัวแท้ชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นความสะอาดเฉียบคมของห้องโดยสารระดับซูเปอร์คาร์มูลค่าแปดหลัก คือสิ่งแรกที่รณกรสัมผัสได้เมื่อหย่อนกายลงบนเบาะนั่งปรับไฟฟ้ากระชับสรีระของไฮเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลีคันงาม
เสียงเครื่องยนต์ V12 ที่คำรามต่ำอย่างทรงพลังผ่านท่อไอเสียไทเทเนียมสะท้อนก้องไปทั่วโชว์รูมใจกลางเมือง มันไม่ใช่แค่เสียงของเครื่องจักรกล แต่มันคือเสียงคำรามแห่งการประกาศศักดา
"ท่านรณกรครับ... นี่คือกุญแจสำรองเคลือบทองคำขาว และเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดเป็นชื่อของท่านเรียบร้อยแล้วครับ" ผู้จัดการสาขาโค้งตัวลงเกือบเก้าสิบองศา เม็ดเหงื่อผุดพรายบนขมับของชายวัยกลางคน แม้จะผ่านการขายรถหรูมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีลูกค้ารายไหนที่ใช้เวลาตัดสินใจซื้อรถราคาเกือบสามสิบล้านบาทภายในเวลาเพียงสิบนาที และรูดบัตรผ่านอย่างไร้รอยต่อแบบนี้มาก่อน
รณกรรับกุญแจมาถือไว้ด้วยมือข้างเดียว นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเรียบเฉยเหลือบมองไปยังร่างอรชรของลลิตาที่นั่งอยู่ฝั่งผู้โดยสาร หญิงสาวกำลังกวาดสายตามองภายในรถด้วยความประหม่า มือเรียวบางประสานกันแน่นบนตัก แม้เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่จะเป็นชุดทำงานเรียบง่ายราคาหลักร้อยที่ใส่มาหลายปี แต่ความงามตามธรรมชาติของเธอกลับทำให้เบาะหนังราคาแพงดูทรงคุณค่าขึ้นมาถนัดตา
"ตื่นเต้นเหรอครับ ลิลลี่" รณกรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแววตาเย็นชาที่เขามักใช้ยามมองพวกเศษสวะสังคม
ลลิตาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอยิ้มเจื่อนๆ ออกมา "มัน... มันดูไกลตัวเกินไปค่ะ... เอ๊ด... หมายถึง พี่กรคะ รถคันนี้มันแพงเกินไปหรือเปล่า เราเพิ่งจะ..."
"ไม่มีอะไรแพงเกินไปสำหรับคนที่ผมรักหรอกครับ" รณกรเอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่สั่นเทาเล็กน้อยของเธอไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงไปสู่จิตใจของหญิงสาว "จำวันที่เราต้องกินมาม่าประทังชีวิตห่อด้วยกันได้ไหมครับ? ผมสัญญาแล้วนี่นา ว่าผมจะเอาคืนทุกหยาดน้ำตาที่เธอต้องเสียให้ทบต้นทบดอก"
ดวงตากลมโตของลลิตารื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เธอบีบมือเขากลับแน่น ความอัดอั้นตันใจ ความเหน็ดเหนื่อยและความกดดันตลอดหลายปีที่ผ่านมาคล้ายจะมลายหายสิ้นไปในวินาทีนี้
"ค่ะ... ลิลลี่เชื่อพี่กรเสมอ"
รณกรยิ้มมุมปาก ก่อนจะสวมแว่นกันแดดแบรนด์หรูแล้วเหยียบคันเร่งพารถซูเปอร์คาร์สีดำด้านพุ่งทะยานออกจากโชว์รูมอย่างนุ่มนวล แต่เปี่ยมด้วยพละกำลังที่รอการปลดปล่อย
เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การขับรถเล่นอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่รณกรเคยทำงานอยู่... สถานที่ที่เขาเคยถูกเหยียดหยาม ถูกโยนงานหนักใส่หน้า และถูกผู้จัดการแผนกจอมเผด็จการเฉดหัวไล่ออกราวกับหมูราวกับหมา เพียงเพราะเขาไม่มีเงินสินบนและไม่มีเส้นสาย
ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที ซูเปอร์คาร์คันงามก็แล่นมาจอดสงบนิ่งอยู่บริเวณลานจอดรถด้านหน้าอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามเบาๆ เรียกสายตาจากพนักงานออฟฟิศที่กำลังเดินเข้าออกตึกให้หันมามองเป็นตาเดียว ด้วยรูปทรงที่ดุดันและสีดำด้านที่สะท้อนแสงแดด มันโดดเด่นเสียจนรถหรูคันอื่นในลานจอดกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไปในทันที
และบังเอิญเหลือเกิน... ในจังหวะนั้นเอง พิมพิศา แฟนเก่าผู้เห็นแก่ตัวของรณกร กำลังก้าวเท้าลงมาจากรถเก๋งซีดานยุโรปคันหรูของเจ้านายใหม่ โดยมีเจ้าสัวทรงกลดเดินเคียงข้างมาด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง
พิมพิศากวาดสายตามาเห็นรถซูเปอร์คาร์คันดังกล่าวพอดี ดวงตาคู่คมของเธอเป็นประกายด้วยความอยากได้อยากมี เธอกระทุ้งศอกใส่แขนของเจ้าสัวทรงกลดเบาๆ พร้อมกับทำเสียงออดอ้อน
"คุณค่ะ ดูรถคันนั้นสิ เท่จังเลย... ถ้าฉันได้นั่งรถแบบนั้นไปช้อปปิ้ง คงมีแต่คนอิจฉาแย่เลยนะคะ"
เจ้าสัวทรงกลดแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างลำพองใจ "หึ รถระดับนี้ราคาไม่ต่ำกว่าสามสิบล้าน คนขับคงเป็นลูกหลานตระกูลดังในเมืองหลวง หรือไม่ก็ผู้บริหารระดับสูง... ไว้ถ้าโปรเจกต์ใหญ่ของเราผ่าน ฉันจะซื้อให้เธอสักคันก็แล้วกัน"
พิมพิศายิ้มแก้มปริ เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในตัวผู้ชายข้างกาย ก่อนสายตาจะเหลือเห็นร่างของใครบางคนที่เพิ่งก้าวลงมาจากฝั่งคนขับของซูเปอร์คาร์คันนั้น
รณกรถอดแว่นกันแดดออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขายืนพิงตัวถังรถอย่างไร้กังวล ในขณะที่ลลิตากก้าวตามลงมาเคียงข้างด้วยท่าทางสง่างาม แม้เธอจะไม่ได้สวมชุดแบรนด์เนม แต่ความเยือกเย็นและรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้านั้นกลับดึงดูดสายตาสนใจของผู้คนรอบข้างได้มากกว่าพิมพิศาเสียอีก
พิมพิศาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกมาจากเบ้า สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
*นะ... นั่นมัน... รณกร?!*
"ไอ้... ไอ้เด็กฝึกงานไส้แห้งนั่น?!" พิมพิศาอุทานออกมาเสียงดังลั่นจนคนรอบข้างหันมามอง เธอขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาด ผู้ชายคนที่เธอเพิ่งบอกเลิกราวีไปเพราะความยากจน คนที่เธอเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีด้วยการโยนเงินใส่หน้าเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้กลับยืนอยู่ข้างกายซูเปอร์คาร์ราคาหลายสิบล้าน
เจ้าสัวทรงกลดขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลบึ้งตึงขึ้นทันทีเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว "รู้จักไอ้หนูนั่นเรئนเหรอ พิม?"
"คะ... เปล่าค่ะท่าน!" พิมพิศารีบปฏิเสธเสียงหลง ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงเริ่มซีดเผือด "มัน... มันเป็นแค่ไอ้จนตรอกที่บริษัทเพิ่งไล่อออกไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองค่ะ! มันไม่มีทางมีปัญญาซื้อรถคันนี้หรอก... มันต้องเช่ามาแน่ๆ! ใช่! ต้องเช่ามาอวดรวยแน่นอน!"
เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและไม่ยอมรับความจริงของพิมพิศา ดังพอที่จะทำให้รณกรและลลิตาหันมามอง
รณกรส่งยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจเหนือล้น เขาก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาอดีตแฟนสาวและมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่อย่างช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังความพินาศของคนตรงหน้า
"อ้าว... คุณพิมพิศาบังเอิญจังเลยนะครับ" รณกรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพนิ่มนวล แต่แฝงด้วยความกดดันที่ทำให้พิมพิศาต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว "ได้ยินว่าคุณกำลังอยากได้รถแบบนี้เหรอครับ? เสียดายจัง... พอดีคันนี้คันสุดท้ายในโชว์รูมซะด้วยสิครับ"
พิมพิศากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือกระเป๋าแบรนด์เนมสั่นเทา เธอพยายามเค้นเสียงให้แข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว "ร... รณกร! แกเอาเงินที่ไหนมาเช่ารถคันนี้! อย่ามาทำเป็นสำรวยหน่อยเลย นั่งรถเช่าหรูแค่ไหน สันดานแกก็ยังเป็นไอ้จนตรอกวันยังค่ำแหละวะ!"
เจ้าสัวทรงกลดก้าวขึ้นมาบังหน้าพิมพิศา สายตาคมกริบจ้องมองรณกรด้วยความเหยียดหยาม ในฐานะผู้มีอิทธิพล เขาไม่เคยเกรงกลัวเด็กหนุ่มหน้าจืดคนไหนอยู่แล้ว "แกเป็นใครวะไอ้หนู? กล้าดียังไงมาทำกริยาต่ำทรามต่อหน้าฉัน ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะสั่งให้ลูกน้องหิ้วปีกแกโยนลงถังขยะ!"
รณกรไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงรักษารอยยิ้มเยือกเย็นไว้บนใบหน้า มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทที่สะท้อนประกายแสงวิบวับออกมาควงเล่นไปมา
"ลูกน้องเหรอครับ?" รณกรหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกวาดมองเจ้าสัวทรงกลดตั้งแต่หัวจรดเท้า "น่าเสียดายนะเจ้าสัว... หมาป่าที่เห่าเสียงดัง มักจะเป็นแค่หมาจรจัดที่ไม่มีแม้แต่กระดูกจะแทะ... ว่าแต่... หุ้นบริษัทของเจ้าสัวที่กำลังตกฮวบลงสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้เนี่ย พอจะมีเงินสดเหลือสักล้านสองล้านมาซื้อยางรถยนต์คันนี้สักเส้นไหมครับ?"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของเจ้าสัวทรงกลดที่เคยเย่อหยิ่งและมั่นใจในอำนาจ กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในพริบตา ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด
ความลับเรื่องหุ้นบริษัทที่กำลังดิ่งเหว... เป็นข้อมูลวงในที่แม้แต่ผู้ถือหุ้นบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ! ไอ้เด็กหนุ่มตรงหน้าเอารู้เรื่องนี้มาจากไหน?!
รณกรโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของเจ้าสัวด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่กลับทรงพลังราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจ
"และถ้าผมเดาไม่ผิด... เงินหมุนเวียนในบริษัทของคุณตอนนี้ น่าจะกำลังรอเงินลงทุนก้อนใหม่จาก 'เงาปริศนา' ที่คุณกำลังวิ่งเต้นกราบกรานอยู่ใช่ไหมครับ..."
รณกรเว้นจังหวะเล็กน้อย ยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือชั้น ก่อนจะพูดประโยคพิฆาตที่ทำให้โลกทั้งใบของเจ้าสัวทรงกลดพังทลายลงในพริบตา
"น่าเสียดายจัง... เพราะคนๆ นั้น... ยืนอยู่ตรงนี้แล้วครับ"
— เงาฮันเตอร์ไร้เงา —
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตารวยไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ระบบเศรษฐีพลิกชะตา: เมียรักจำใจร้าย•ตอนที่ 4
ซูเปอร์คาร์คันแรก
ผลงานโดย เงาฮันเตอร์ไร้เงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาฮันเตอร์ไร้เงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบเศรษฐีพลิกชะตา: เมียรักจำใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!