ประกายเย็นเยียบของคมมีดแนบชิดอยู่กับผิวเนื้อบริเวณลำคอระหงของเซียนจิ้งจื่อ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมของนาง แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ หญิงสาวผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งธรรมและสำนักกระบี่เย็นชากลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามฉายแววเด็ดเดี่ยวราวน้ำแข็งพันปี นางจ้องมองบุรุษลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้ยืนอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของโรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้
"อย่าขยับ... มิฉะนั้น ศิษย์รักแห่งสำนักกระบี่เย็นชาผู้นี้ จะกลายเป็นวิญญาณไร้หัวในค่ำคืนนี้ทันที"
เสียงแหบพร่าดั่งเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากลำคอของมือสังหาร มันแผ่ซัมซัมไอสังหารอันเข้มข้นออกมาจนบรรยากาศรอบกายหนתทึบลงทันตาเห็น ปราณกระบี่และจิตสังหารผสมผสานกันจนกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล กดทับให้คานไม้เก่าแก่ของโรงเตี๊ยมส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ด
หลี่มู่เหวินที่กำลังยกไหสุราขึ้นดื่มพอดิบพอดี ชะงักค้างมือที่ถือไหไว้กลางอากาศ รอยยิ้มกวนประสาทที่มักประดับอยู่บนมุมปากเลือนหายไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบของจอมยุทธ์พเนจรหรี่แคบลง ประดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้โง่เขลาที่เดินเข้ามาในถ้ำ
"สหายท่านนี้... ดูเหมือนท่านจะเลือกเวลาและสถานที่ได้ย่ำแย่ยิ่งนัก" หลี่มู่เหวินกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงอันราบเรียบ ร่างสูงโปร่งค่อยๆ วางไหสุราลงบนโต๊ะไม้ผุกร่อนอย่างเชื่องช้า เสียงกระทบกันเบาๆ ของดินเผากลับดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน "เหล้าชั้นดีกำลังเสียรสชาติ เพราะมีสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งส่งกลิ่นเน่าเหม็นเข้ามาในรัศมีสามสาแหรก"
"ปากกล้าเสียจริง หลี่มู่เหวิน" เงาดำลึกลับหัวנסในลำคออย่างเยียบเย็น "ชื่อเสียง 'เซียนสุราไร้สำนัก' ของเจ้าคงทำให้เจ้าหลงระเริงคิดว่าไร้ผู้ต่อกรบนแผ่นดินนี้แล้วกระมัง? แต่จจำไว้เถอะว่า ใต้หล้านี้ยังมีเงาที่แสงตะวันส่องไปไม่ถึง และข้า... คือผู้ที่จะดับลมหายใจของเจ้าในคืนนี้"
สิ้นเสียงนั้น รัศมีปราณสีดำทมิฬก็ระเบิดออกจากร่างของมือสังหาร มันคือ 'วิชาเงาดาราโลหิต' วิชาสังหารอันเลื่องชื่อที่สูญหายไปจากยุทธภพร่วมร้อยปี ปราณทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานจนคานไม้ผุกร่อนสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา คมมีดในมือของมันกดลึกลงไปอีกเพียงเสี้ยวชุนจนผิวเนื้อของเซียนจิ้งจื่อมีรอยเลือดซึมออกมาบางๆ
เซียนจิ้งจื่อขบกรามแน่น นางพยายามโคจรพลังปราณเพื่อสะบัดหลุดจากการพันธนาการ ทว่าวิชาสะกดจุดของมือสังหารผู้นี้กลับลึกล้ำเกินกว่าจะทะลวงได้โดยง่าย ยิ่งนางดิ้นรน ปราณทมิฬยิ่งกัดกินเส้นชีพจรของนางราวกับฝูงหนอนพิษ
"อย่าขยับ บอกแล้วอย่างไรเล่า แม่นางผู้สูงส่ง" มือสังหารหัวเราะเยาะ "หากเจ้าขยับอีกเพียงนิด หัวใจของเจ้าคงทะลุออกมาก่อนที่สหายรักของเจ้าจะทันได้ชักกระบี่เสียอีก"
หลี่มู่เหวินถอนหายใจยาวนาน เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเซียนจิ้งจื่อแวบหนึ่ง แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตาย มีเพียงความเจ็บใจและคำสั่งสอนทางคุณธรรมที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ ทว่าในห้วงลึกของดวงตานั้น... กลับมีเงาสะท้อนของเขาที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย
เป็นครั้งแรกที่บุรุษผู้ไม่เคยยี่ห้อต่อสิ่งใด รู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวที่ตีตื้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"เจ้าพูดถูก... ใต้หล้านี้มีเงาที่แสงตะวันส่องไปไม่ถึง" หลี่มู่เหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาแผ่ซ่านกลิ่นอายสุราจางๆ ทว่าในขณะเดียวกัน พลังปราณโบราณอันลึกล้ำที่ถูกสะกดไว้ภายใต้จุดตันเถียนก็เริ่มตื่นตัวขึ้น แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง จนฝุ่นละอองที่ลอยเค្វ้งกลางอากาศหยุดนิ่งค้าง
มือสังหารชะงักไปชั่วขณะ มันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวบนร่างของจอมยุทธ์หนุ่ม "นั่นมัน... วิชาอะไรกัน?!"
"วิชาที่ส่งเจ้าไปลงนรกยังไงเล่า"
เปรี้ยง!
ร่างของหลี่มู่เหวินหายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางสายฝน ความเร็วของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของสายตาคนธรรมดาไปไกลลิบ
มือสังหารตื่นตระหนกสุดขีด มันตัดสินใจเด็ดขาด เงื้อมือเตรียมปาดคอเซียนจิ้งจื่อเพื่อใช้เป็นโล่กำบังในวินาทีเป็นตาย ทว่า... คมมีดของมันกลับคว้าง5เปล่า
ปะทะ!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสนีบาตฟาดผ่า หลี่มู่เหวินปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเซียนจิ้งจื่อตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ สองนิ้วมือของเขาคีบคมมีดมรณะเอาไว้ได้อย่างมั่น ม่น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมจากวิชาลับพุ่งทะยานจากปลายนิ้ว ตัดผ่านความมืดมิดจนสว่างวาบราวกับดวงประทีปส่องทาง
"เจ้า... เป็นไปไม่ได้!" มือสังหารเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด มันพยายามดึงมีดกลับ ทว่าคมมีดนั้นกลับราวกับถูกตรึงไว้ด้วยขุนเขาพันชั่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
"ในยุทธภพนี้ มีคนอยู่สองประเภทที่มักจะตายเร็ว" หลี่มู่เหวินโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของมือสังหาร น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างยามค่ำคืน "ประเภทแรกคือพวกอวดดี... และประเภทที่สอง คือพวกที่บังาญมาแตะต้องคนของ 'เซียนสุราไร้สำนัก'"
กรอบ!
เสียงกระดูกแตกหักดังประสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวน มือสังหารกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว ร่างของมันกระแทกเข้ากับเสาหินของโรงเตี๊ยมจนพังทลายลงมา เลือดสดๆ พร่าพรายออกจากปาก ทว่าดวงตาของมันยังคงจ้องมองหลี่มู่เหวินด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นปีศาจจากขุมนรก
"เจ้าไม่ใช่... จอมยุทธ์เร่ร่อนธรรมดา... เจ้าคือ..." มือสังหารกระอักเลือดคำโต ร่างกายสั่นเทาด้วยพิษสงของปราณไร้ลักษณ์ที่กำลังกัดกินอวัยวะภายใน
หลี่มู่เหวินไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ร่างสูงโปรญหันกลับมาประคองร่างของเซียนจิ้งจื่อที่กำลังทรุดฮวบลง ทว่านางใช้กระบี่ค้ำยันพื้นไว้ได้ทัน ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความซับซ้อน ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ย
"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่?" หลี่มู่เหวินถามเสียงนุ่ม ทว่าดวงตายังคงระแวดระวังรอบด้าน
"ข้าไม่เป็นไร..." เซียนจิ้งจื่อส่ายหน้าเบาๆ เม้มริมฝีปากแน่น "เหตุใดเจ้าจึง... ใช้กระบวนท่าวิชาต้องห้ามนั้น? เจ้าก็รู้ว่ามันจะดึงดูดสายตาของ..."
นางยังพูดไม่ทันจบประโยค บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนแปรไปอย่างฉับพลัน
ท้องนภายามราตรีที่เคยกระจ่างใสด้วยแสงจันทร์ กลับถูกกลืนกินด้วยกลุ่มเมฆหมอกสีเลือดที่ลอยมาจากทิศทางใดไม่มีใครรู้ อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เสียงระฆังโบราณดังแว่วมาจากความไกลโพ้น ราวกับเสียงกังวานจากยมโลกที่กำลังเคาะเรียกวิญญาณ
หลี่มู่เหวินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สีหน้าของเขาที่เคยติดกวนประสาทบัดนี้กลับเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"สายเกินไป..." หลี่มู่เหวินพึมพำเบาๆ พร้อมกับกระชับมือที่ถือไหสุราแน่นขึ้น
จากเงาดำมืดเบื้องนอกโรงเตี๊ยม ปรากฏร่างนับร้อยในชุดคลุมสีเลือดเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทุกผู้คนแผ่รังสีอำมหิตที่เหนือกว่ามือสังหารเมื่อครู่นับสเท่าทวีคูณ และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ผู้นำขบวนที่ก้าวเดินนำหน้ามา เป็นบุรุษผู้สวมหน้ากากรูปอสูรยิ้ม ที่ถือเคียวเกี่ยววิญญาณเล่มใหญ่ เปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตน่าสยดสยอง
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เหวิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการกวาดล้างสำนักเงาทมิฬจะจบลงเพียงแค่นี้?" เสียงหัวเราะก้องกังวานดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา "ท่านประมุขส่งพวกเรามา... เพื่อทวงคืน 'บัญชีมรณะ' ที่ติดค้างไว้เมื่อสิบปีก่อน!"
เซียนจิ้งจื่อเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์บนหน้ากากของผู้นำกลุ่ม "นั่นมัน... องครักษ์เงาโลหิตของพรรคมารสวรรค์! พวกมันตามหาตัวเจ้าเจอได้อย่างไร?"
หลี่มู่เหวินไม่ตอบคำถาม เขามองตรงไปยังบุรุษหน้ากากอสูรด้วยแววตาคมกริบดั่งคมกระบี่ ก่อนจะเหลือบมองเซียนจิ้งจื่อข้างกายแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้พวกเราคงไม่ได้นอนหลับพักผ่อนกันอย่างแน่นอนแล้วล่ะแม่นาง... เตรียมตัวให้พร้อม เพราะงานเลี้ยงต้อนรับที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน คมดาบและกลิ่นสุรามา ณ ที่นี้นะครับ
- เซียนสุราเมามาย -
เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส•ตอนที่ 21
ทูตมรณะ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!