เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส•ตอนที่ 12

ศิษย์ทรยศกับวิชาต้องห้าม

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"กลิ่นอายนี้... ไม่ผิดแน่" ปลายกระบี่ของเซียนจิ้งจื่อสั่นสะท้านเล็กน้อยยามเมื่อปะทะเข้ากับกระแสลมอันเยือกเย็นที่โชยมา ไอหมอกสีดำทมิฬที่แผ่ซ่านออกมาจากซากปรักหักพังเบื้องหน้าไม่ใช่พลังปราณแห่งฟ้าดินที่วิถีเซียนพึงมี แต่มันคือ "โลหิตมารทมิฬ" วิชาต้องห้ามที่สาบสูญไปจากยุทธภพร่วมร้อยปี หลี่มู่เหวินหุบพัดจีบในมือลง รอยยิ้มกวนประสาทที่มักประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า ภายในใจของเขารู้ดีว่าการปรากฏตัวของพลังมืดสายนี้หมายถึงอะไร... ความลับที่เขาพยายามกลบฝังไว้กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง "หลบไป จิ้งจื่อ" น้ำเสียงของหลี่มู่เหวินเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างหาได้ยาก "เหตุใดข้าต้องหลบ?" นางเซียนสาวเอ่ยถาม เสียงของนางเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู ทว่าแววตากลับฉายแววห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน "ศัตรูเบื้องหน้าคือผู้ฝึกวิชาต้องห้ามแห่งพรรคมาร เจ้าคิดว่าจะรับมือมันด้วยกระบวนท่าซLดเซโลของเจ้าลำพังได้หรือ?" "ข้าไม่ได้กลัวตาย... ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะทำลายเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ข้าเพิ่งซื้อให้เจ้านั่นต่างหาก" หลี่มู่เหวินแค่นหัวเราะเบาๆ พร้อมกับสะบัดข้อมือ เรียกไหสุราคู่ใจออกมาถือไว้ ซดน้ำสีอำพันลงคออึกใหญ่เพื่อเรียกพลังปราณหยาดสุราให้ไหลเวียนทั่วร่าง *เปรี้ยง!* ยังไม่ทันที่นางเซียนจิ้งจื่อจะได้เอבวาจาตอบโต้ พื้นดินเบื้องหน้าก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากความมืดด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันคือบุรุษผู้สวมหน้ากากกะโหลกสีดำสนิท ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายสีแดงโลหิต และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ รอบกายของมันถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มควันสีดำที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยดั่งวิญญาณอาฆาต "หลี่มู่เหวิน... ในที่สุดเราก็พบกัน" เสียงของมันแหบพร่าและดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับเสียงมาจากขุมนรก "เจ้าเป็นใคร? ไฉนจึงรู้จักชื่อของข้า" หลี่มู่เหวินก้าวเท้าถอยหลังครึ่งก้าว ท่าร่างลื่นไหลไร้ร่องรอย "ผู้ที่กำลังจะตาย... ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของข้า!" พ리บตาเดียว ร่างในชุดคลุมสีดำก็พุ่งเข้าประชิดตัว ไอพลังมืดแผ่ขยายออกเป็นกรงเล็บเพลิงสีโลหิตพุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของหลี่มู่เหวิน ความเร็วนั้นรวดเร็วจนเกินกว่าขอบเขตยุทธ์ทั่วไปจะรับมือได้ทันท่วงที ทว่า ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง แสงกระบี่สีฟ้าครามก็สพลุ่งวาบขึ้นตัดผ่านกลางอากาศ *เคร้ง!* ประกายไฟจากการปะทะกันสว่างวาบไปทั่วบริเวณ เซียนจิ้งจื่อใช้วิชากระบี่เหมันต์สกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้ทันเวลา ร่างของนางไถลถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย ใบหน้าขาวเนียนปรากฏร่องรอยไอสีดำจางๆ เกาะกุมอยู่ที่คมกระบี่ "วิชานี้... มารโลหิตกลืนวิญญาณ!" เซียนจิ้งจื่ออุทานออกมาด้วยความตกใจ "เจ้าคือศิษย์ทรยศแห่งสำนักกระบี่สวรรค์... เฟิงอี้!" บุรุษสวมหน้ากากหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆๆ เจ้ายังมีความจำดีนี่ ศิษย์น้องจิ้งจื่อ ไม่สิ ตอนนี้ข้ามิใช่ศิษย์สำนักกระจอกนั่นอีกต่อไปแล้ว ข้าคือผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งฟ้าดินด้วยพลังแห่งความมืด!" เฟิงอี้สะบัดมือทีหนึ่ง พลังมืดก่อตัวเป็นคมหอกโลหิตนับร้อยเล่มลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ แรงกดดันจากพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว หลี่มู่เหวินก้าวขึ้นมาขนาบข้างเซียนจิ้งจื่อ มือขวาจับด้ามพัดแน่น ภายในใจย่อมรู้ดีว่าการจะเอาชนะวิชาต้องห้ามสายนี้ด้วยกำลังภายนอกอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ปราณหยาดสุราในตันtian (จุดตันเถียน) เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงคำรามราวกับคลื่นใต้น้ำ "จิ้งจื่อ เจ้าคอยคุ้มกันจุดอับสายตาทางซ้าย ส่วนทางขวา... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจอมยุทธ์ผู้หล่อเหลาผู้นี้เถอะ" หลี่มู่เหวินเอ่ยด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เจือความจริงจังเป็นครั้งแรก "เจ้ายังมีอารมณ์มาพูดจาเหลวไหลอีกหรือ!" เซียนจิ้งจื่อกัดริมฝีปากแน่น แม้ปากจะต่อว่า แต่อารมณ์ความรู้สึกในใจกลับอุ่นวาบอย่างประหลาด ยามเมื่อยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษผู้นี้ ความหวาดกลัวต่อความตายกลับพลันมลายหายไปสิ้น "เพราะข้าไม่อยากให้สาวงามต้องมาหลั่งน้ำตาให้กับการตายของข้าอย่างไรล่ะ" พูดจบร่างของหลี่มู่เหวินก็พุ่งทะยานออกไปดั่งมังกรทะยานฟ้า พัดในมือแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหารที่เคลือบด้วยปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ ปะทะเข้ากับกองทัพหอกโลหิตของเฟิงอี้อย่างดุเดือด เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม เศษหินและดินปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ การต่อสู้ครั้งนี้เดิมพันด้วยความเป็นตายและอดีตอันดำมืดที่ถูกซ่อนเร้น ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนของการปะทะอันดุเดือดนั้นเอง เฟิงอี้กลับมิได้มุ่งเน้นการสังหารหลี่มู่เหวิน... แต่มันกลับแยMยิ้มภายใต้หน้ากากกะโหลก ดวงตาคู่นั้นมองเลยผ่านหลี่มู่เหวินไปยังเบื้องหลัง ที่ซึ่งศาลาโบราณรกร้างตั้งตระหง่านอยู่ มือข้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมของเฟิงอี้หยิบแผ่นยันต์สีดำสนิทออกมาแผ่นหนึ่ง อักขระโบราณบนแผ่นยันต์เปล่งแสงสีเลือดวับแวม มันพึมพำคาถาบทหนึ่งด้วยเสียงอันเบาโหวง ทันใดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเซียนจิ้งจื่อก็ปรากฏค่ายกลโลหิตรูปดอกบัวทมิฬขึ้นอย่างกะทันหัน! "ระวัง! นั่นมันค่ายกลผนึกวิญญาณ!" หลี่มู่เหวินตาดลุกโพลงด้วยความตกใจขีดสุด ร่างที่กำลังพุ่งเข้าโจมตีพลันเปลี่ยนทิศทางในเสี้ยววินาทีเพื่อพุ่งตัวเข้าไปรับการโจมตีแทน แต่ทว่า... แสงสีดำจากค่ายกลกลับพุ่งขึ้นมารัดร่างของเซียนจิ้งจื่อไว้แน่นจนขยับไม่ได้ ขณะเดียวกัน เฟิงอี้ก็หัวเราะลั่นพร้อมกับซัดฝ่ามือพลังมืดเข้าใส่แผ่นหลังของหลี่มู่เหวินที่กำลังพุ่งเข้ามาช่วยอย่างเต็มแรง! "ฮ่าๆๆๆ หลี่มู่เหวิน... เหยื่อที่แท้จริงของข้ามิใช่สำนักกระบี่สวรรค์ แต่มันคือพลังปราณบริสุทธิ์ของนางเซียนผู้นี้ต่างหากเล่า!" ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ยุทธภพอันลึกล้ำนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ เซียนสุราเมามาย
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%