"หากพวกเจ้ายังดึงดันจะใช้กำลังตัดสินถูกผิด เกรงว่าสุราในไหของข้าคงจะจืดจางลงเสียก่อน และเมื่อสุราไร้รสชาติ... โลกใบนี้ก็คงน่าเบื่อจนเกินกว่าจะปล่อยให้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อแล้วล่ะครับ"
น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันอันประหลาดดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ประกายไฟจากกระบี่เหล็กกล้าที่ปะทะกันเมื่อครู่ยังคงทิ้งไอความร้อนคุกรุ่นไว้บนพื้นดิน ทว่าเจ้าของประโยคกลับนอนพิงลำต้นสนโบราณอย่างสบายอารมณ์ ในมือข้างหนึ่งถือไหสุราดินเผาเก่าคร่ำครึ ข้างหนึ่งหยิบเนื้อแห้งเคี้ยวดームๆ อย่างไม่แยแสต่อสายตานับสชีวิตที่รายล้อม
หลี่มู่เหวินปรายตามองกลุ่มมือสังหารจากพรรคอสูรโลหิตที่กำลังแผ่ไอสังหารทะลักทะลาย พวกมันคือยอดฝีมือที่ถูกส่งมาเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ลับที่ซ่อนอยู่บนตัวเขา ร่างกายของจอมยุทธ์พเนจรผู้นี้ผ่อนคลายราวกับกำลังชมมหรสพริมถนน มิใช่เผชิญหน้ากับความตาย
"ไอ้สารเลวหลี่! วันนี้ศาลาโลหิตไร้เงาทางรอดสำหรับเจ้าแล้ว จงคายคัมภีร์วิชาสวรรค์ออกมาเสีย มิฉะนั้นพวกข้าจะแล่เนื้อเถือหนังเจ้าทีละชิ้น!" ผู้นำกลุ่มมือสังหารแผדเสียงคำราม ลมปราณสีโลหิตพวยพุ่งออกจากร่างจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจอมยุทธ์ไร้ชื่อเสียงเรียงนามหยอกเย้าเช่นนี้
หลี่มู่เหวินถอนหายใจยาวนาน เป่าลมหายใจคละคลุ้งกลิ่นสุราใส่ความว่างเปล่า เขายันกายลุกขึ้นช้าๆ ปัดเศษฝุ่นบนอาภรณ์เก่าขาดอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยวพยัคฆ์กวาดมองรอบตัว รอยยิ้มมุมปากยังคงไว้ซึ่งความกวนประสาทที่ชวนให้ผู้พบเห็นอยากกระชากหัวใจมันออกมาขยี้
"ความจริงแล้ว... ข้าชอบความสงบนะครับ แต่วิถีของพวกเจ้านี่ช่างน่ารำคาญเสียจริง ขัดจังหวะเวลาสุนทรีย์ในการดื่มด่ำน้ำอมฤทธิ์ของข้าแบบนี้ สมควรถูกลงโทษให้ไปคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าปรมาจารย์สุราสักสามร้อยปี"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่มู่เหวินก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี!
*ฉับ!*
ประกายกระบี่ไร้ลักษณ์สพลานวาบ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของมือสังหารพรรคอสูรโลหิต ผู้นำกลุ่มพลནรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ลำคอ เมื่อยกมือขึ้นสัมผัส โลหิตสีชาดก็ทะลักพุ่งออกมาจากหลอดลมโดยที่มันยังไม่ทันได้ชักอาวุธด้วยซ้ำ ร่างของมันทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณ
เหล่ามือสังหารที่เหลือหน้าถอดสี ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว วิชากระบี่ของบุรุษผู้นี้รวดเร็วและไร้ร่องรอยจนน่าสะพรึงกลัว เกินกว่าที่พวกมันจะต่อกรได้
ทว่า... ก่อนที่หลี่มู่เหวินจะได้ก้าวเท้าเดินหนี ทันใดนั้น อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลันราวกับตกลงสู่ขุมนรกน้ำแข็ง!
ใบไม้ใบหญ้าที่เคยเขียวขจีถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา ไอเย็นเยือกเสียดกระดูกพัดพาเอาความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณให้หยุดนิ่งเข้ามาปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
หลี่มู่เหวินชะงักฝีเท้า รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไปชั่วขณะ ดวงตาหรี่แคบลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสปราณอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นยิ่งกว่ายอดเขาหมื่นปี
"โอ้... ลมหนาวพัดมาผิดฤดูเสียแล้วกระมังครับเนี่ย" เขาพึมพำกับตัวเอง
ท่ามกลางม่านหิมะโปรยปราย เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า
นางเป็นสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกยามเหมันต์ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลยาวสลวยถึงกลางหลัง ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะกดทุกสายตาคือความเย็นชาและสง่างามราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะเอื้อมถึง ในมือเรียวบางถือกระบี่ฝักสีฟ้าครามที่แผ่ไอเย็นเยือกราวกระบี่พิฆาตวิญญาณ
นางคือ "เซียนจิ้งจื่อ" ทายาทแห่งสำนักกระบี่เย็นชา ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งธรรมและกวาดล้างมารร้ายอย่างไร้ความปรานี
ดวงตาคู่สวยราวกับห้วงน้ำแข็งพันปีปรายตามองซากศพของมือสังหารพรรคอสูรโลหิตแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เหวิน ผู้ซึ่งยังถือไหสุราอยู่ในมือและมีท่าทีระมัดระวังตัวอย่างเห็นได้ชัด
"พรรคอสูรโลหิตทำชั่วช้าสามานย์ สมควรตาย... แต่เจ้า" น้ำเสียงของเซียนจิ้งจื่อราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้ง "ใช้ วิชากระบี่มารโลหิต เมื่อครู่... เจ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกมัน"
หลี่มู่เหวินกะพริบตาปริบๆ เขายกไหสุราขึ้นจิบรวบหนึ่งเพื่อแก้หนาว ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบา ส่งสายตาแพรวพราวให้พางเซียนสาวตรงหน้า
"แม่นางเซียนผู้งดงาม... ตาของท่านอาจจะฝ้าฟัวไปหน่อยกระมังครับ วิชากระบี่เมื่อครู่ของข้าสง่างามปานเทพเซียนร่ายรำ กลมกลืนกับธรรมชาติและเปี่ยมด้วยคุณธรรมสูงส่ง ไฉนจึงเหมาเอาว่ามันเป็นกระบี่มารโลหิตเล่า หรือว่า... ท่านแค่อยากหาเรื่องคุยกับข้า แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี?"
บรรยากาศรอบตัวแทบจะแข็งเป็นน้ำแข็งทันทีเมื่อสิ้นคำพูดของเขา
เซียนจิ้งจื่อขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย แววตาส่งประกายความเย็นเยียบราวจะแช่แข็งคนให้ตายทั้งกลม ปราณกระบี่ในฝักเริ่มสั่นระริก เสียง "กริ๊ง" ใสราวกระดิ่งเงินดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด
"ปากกล้า... เจ้าคิดว่าคำพูดไร้สาระพวกนี้จะช่วยชีวิตเจ้าจากคมกระบี่ของข้าได้งั้นหรือ" นางเอ่ยเสียงเยียบเย็น ก้าวเท้าเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ไอเย็นแผ่ขยายออกไปจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของหลี่มู่เหวินแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
หลี่มู่เหวินยังคงยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ทว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนกลับตื่นตัวถึงขีดสุด เขารู้ดีว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่มือสังหารกระจอกพวกนั้นจะเทียบติด นางคือตัวอันตรายระดับที่สามารถปลิดชีพเขาได้ในกระบวนท่าเดียวหากประมาท
"ชีวิตข้าไม่เคยคิดจะฝากไว้ที่คำพูดของใครหรอกครับ... แต่ถ้าเป็นรอยยิ้มของแม่นางเซียนล่ะก็ ข้าไม่รังเกียจที่จะเก็บมันไว้พิจารณาเล่นนะ" เขายังคงหยอกเย้า แม้สถานการณ์จะคับขัน
เซียนจิ้งจื่อไม่เอާމวาจาใดอีก นางยกมือขึ้นจับด้ามกระบี่สีฟ้าคราม นิ้วเรียวยาวออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้น...
*แคว่ก!*
มิติรอบตัวคล้ายถูกกรีดออกเป็นสองเสี่ยง ปราณกระบี่เย็นเฉียบสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าประชิดลำคอของหลี่มู่เหวินด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ โดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับบทเพลงแห่งยุทธภพนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้มากับไอเย็น
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!