เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส•ตอนที่ 1

สุราหนึ่งจอกกับดาบที่ยังไม่ชัก

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
กลิ่นอายคาวเลือดมักเจือจางได้ยากที่สุดในยามที่สุราดีเพิ่งถูกรินลงจอก ณ โรงเตี๊ยมเมฆาคารวะ เมืองพรมแดนอุดร บรรยากาศภายในเวลานี้อึมครึมดั่งเมฆฝนก่อนพายุคะนอง โต๊ะไม้เนื้อหยาบกลางโถงถูกยึดครองโดยเหล่าศิษย์สำนักพยัคฆ์ทมิฬเจ็ดนาย พวกมันสวมชุดคลุมสีดำปักลายเสือแยกเขี้ยว ใบหน้าแต่ละคนอาบไล้ด้วยไอสังหารหนาทึบจนแขกเหรื่อคนอื่นต่างพากันระเห็จหนีหาย เหลือเพียงร่างสั่นเทาของเฒ่าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมที่คุกเข่าตัวงออยู่เบื้องหน้า "เจ้ารู้จักสำนักพยัคฆ์ทมิฬของพวกเราน้อยเกินไปแล้วเฒ่าแก่..." ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักพยัคฆ์ทมิฬนามว่า 'กัวไห่' แค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น ภายในมือหนากำกาน้ำชาบีบจนแตกละเอียด ไอพลังปราณธาตุโลหิตแผ่ซ่านออกมาคุกคามจนเสาไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด "คุ้มค่าคุ้มภัยเดือนนี้ ข้าบอกแล้วว่าต้องเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัว! หรือเจ้าคิดว่าเงินทองมีค่ามากกว่าหัวบนบ่าของเจ้ากันแน่?" "ทะ... ท่านกัวไห่ โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ เดือนนี้การค้าฝืดเคืองยิ่งนัก ครอบครัวของข้าแทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้ออยู่แล้ว..." เฒ่าแก่โขกศีรษะจนหน้าผากกระแทกพื้นไม้ดังสะท้าน โลหิตสีแดงฉานไหลรินอาบใบหน้าเหี่ยวย่น "ไร้สาระ!" กัวไห่สะบัดมือวูบหนึ่ง คลื่นพลังปราณตบเข้าที่ใบหน้าของเฒ่าแก่จนร่างกระเด็นไปกระแทกกับชั้นวางสุราด้านหลัง เศษไหกระเบื้องแตกกระจายบาดเนื้อหนังจนเลือดสาดกระเซ็น ทว่า ในวินาทีที่ความรุนแรงกำลังจะลุกลามถึงขีดสุด เสียงกระแอมเบาๆ กลับดังขึ้นจากมุมมืดริมหน้าต่าง *“แค๊กๆ... สุราดี ย่อมคู่ควรกับบรรยากาศที่สงบสุข น่าเสียดายนักที่พวกสุนัขบ้าแถวนี้ดันส่งเสียงเห่าหอนจนรสชาติของลำธารวสันต์ลดลงไปกว่าครึ่ง”* คำพูดนั้นราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ ร่างของกัวไห่และเหล่าศิษย์สำนักพยัคฆ์ทมิฬชะงักกึกทันที พวกมันหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยสายตาดุดันราวกับต้องการฉีกเนื้อคนพูดออกเป็นชิ้นๆ ที่นั่น... มีบุรุษชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำครวญผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ เส้นผมยาวสีดำถูกม้วนเก็บไว้อย่างลวกๆ ด้วยไม้เสียบผมไม้ไผ่ บนโต๊ะตรงหน้ามีไหสุราสีนิลตั้งอยู่เพียงใบเดียว ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวทว่าแฝงประกายความขี้เล่นเกียจคร้านกำลังทอดมองจอกสุราในมือโดยไม่ชายตาแลพวกมันเลยแม้แต่น้อย "เจ้าเป็นผู้ใด๋! กล้าดียังไงมาสอดเรื่องของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ!" หนึ่งในลูกน้องของกัวไห่ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ชักดาบเล่มโตออกจากฝักชี้หน้าบุรุษผู้นั้นทันที หลี่มู่เหวิน—นามนี้ยังไม่เคยเอ่ยวาจา เขาเพียงแต่ยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติบางเบา ทอดถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังพิจารณาปรัชญาอันลึกซึ้งของหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ก่อนจะปรายตามองเศษกระเบื้องที่แตกกระจายบนพื้น "ข้าเป็นเพียงคนเดินทางผู้หนึ่ง ที่บังเอิญผ่านมาดื่มสุราแก้หนาว" หลี่มู่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเจือแววเย้ยหยัน "แต่ดูเหมือนว่า... ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะมีสุนัขจรจัดไร้เจ้าของหลุดเข้ามาเห่าหอนไล่แขกเหรื่อเสียแล้ว รบกวนเวลาพักผ่อนของข้าอย่างยิ่ง" "เจ้าเดรัจฉานน้อย! รนหาที่ตายนัก!" ลูกน้องคนดังกล่าวทนความหยามหยันไม่ไหว มันทะยานร่างพุ่งเข้าใส่หลี่มู่เหวินด้วยวิชาตัวเบา 'เสือทะยานเมฆา' ดาบในมือตวัดวาดเป็นประกายแสงสีโลหิตหวังผ่าร่างของอีกฝ่ายออกเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว ความเร็วนี้ รวดเร็วจนแขกคนอื่นในโรงเตี๊ยมต้องหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว! ทว่า... หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะขยับตัวลุกขึ้นยืน เขาเพียงแต่เอียงศีรษะหลบคมดาบที่ฟาดฟันลงมาอย่างเฉียดฉิว เส้นผมสีดำไหวตามกระแสลมปราณที่เฉียดผ่าน นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวดีดออกไปเบาๆ ราวกับกำลังดีดไล่แมลงวัน *เปรี้ยะ!* เสียงคล้ายกระดูกหักดังขึ้นสะท้านโสตประสาท คลื่นพลังปราณสีครามบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วของหลี่มู่เหวินอย่างไร้ร่องรอย มันทะลวงผ่านกระบองลมปราณของอีกฝ่ายเข้าสู่จุดชีพจรหลักกลางหน้าอกอย่างแม่นยำราوกับจับวาง "อัก...!" ร่างของลูกน้องสำนักพยัคฆ์ทมิฬแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด กระแสพลังแปลกปลอมพลุ่งพล่านทำลายเส้นเอ็นทั่วร่างในพริบตา ร่างนั้นกระเด็นย้อนกลับไปชนเข้ากับเสาเรือนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนจะทรุดฮวบลงหมดสติไปอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยมในชั่วพริบตา! กัวไห่หรี่ตาลงแคบ ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงระคนกัน เขาก้าวเท้าออกมาข้างหน้า พลังปราณขั้นหลอมรวมลมปราณระดับสูงระเบิดออกจากร่างจนข้าวของบนโต๊ะรอบข้างปลิวว่อน "ซ่อนเร้นลมปราณได้อย่างแนบเนียนนัก... เจ้าเป็นใครกันแน่? กล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้วที่กล้าหาเรื่องสำนักพยัคฆ์ทมิฬ!" กัวไห่คำรามต่ำ มือหนากุมด้ามดาบใหญ่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว เตรียมชักออกมารabยุทธวิธีขั้นเด็ดขาด หลี่มู่เหวินยิ้มรับ รอยยิ้มนั้นทั้งกวนประสาทและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน เขายกไหสุราขึ้นรินใส่จอกอีกครั้งอย่างใจเย็น ราวกับเบื้องหน้าไม่ใช่ยอดฝีมือผู้เหี้ยมโหด แต่เป็นเพียงฝุ่นผงที่ไร้ค่า "สำนักพยัคฆ์ทมิฬอันยิ่งใหญ่... ช่างน่าขันสิ้นดี" หลี่มู่เหวินเอ่ยพล้ำส่ายหน้าเบาๆ "ใช้วิชามารดูดกลืนพลังโลหิตชาวบ้านเพื่อยกระดับพลังฝีมือของตนเอง รังแกคนแก่และสตรีไร้ทางสู้ คิดว่าอาศัยป้ายชื่อสำนักมารมาอ้างบังหน้าแล้วฟ้าดินจะไม่ลงทัณฑ์พวกเจ้ากระนั้นหรือ?" "เจ้า...!" กัวไห่หน้าถอดสีเล็กน้อยยามเมื่อความลับถูกเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งพราวรอบกาย "ในเมื่อรู้ความลับนี้แล้ว วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินก็หนีไม่พ้นความตาย! ศิษย์น้องทั้งหลาย ล้อมมันไว้! แยกเป็นค่ายกลสังหารพยัคฆ์โลหิต!" สิ้นเสียงคำราม ศิษย์ที่เหลืออีกหกนายพากันพุ่งทะยานล้อมรอบโต๊ะของหลี่มู่เหวินไว้ในพริบตา ไอสังหารสีเลือดแผ่ซ่านรวมตัวกันเป็นโครงร่างพยัคฆ์ยักษ์คำรามก้องอยู่ในห้วงอากาศ กดทับบรรยากาศจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางวิกฤตการณ์อันเป็นตายเท่ากันนี้เอง... *ซ่าส์...* สายฝนยามค่ำคืนที่โปรยปรายลงมาด้านนอกโรงเตี๊ยมพลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านรอยแตกของผนังไม้เข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดพาเอาความเยือกเย็นบริสุทธิ์ที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวงเข้ามาปกคลุมโถงโรงเตี๊ยม จนเปลวไฟตะเกียงวูบไหวและเกือบจะดับลง ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่ลมหนาว... แต่เป็น "เสียงกระบี่" *กริ๊ง...* เสียงโลหิตกระทบฝักกระบี่แวววาวดังขึ้นแผ่วเบาจากเบื้องนอก ทว่ากลับกังวานชัดเจนเหนือเสียงคำรามของค่ายกลพยัคฆ์โลหิตทั้งหมด กัวไห่และพรรคพวกสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองที่ประตูทางเข้าด้วยสัญชาตญาณแห่งความตาย ที่ธรณีประตูนั้น... ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาและดอกเหมียวปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชเชียบ ราวกับนางเซียนผู้สลัดหลุดจากวัฏสงสาร นางก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่ไร้น้ำหนัก ปอยผมสีดำสนิทพลิ้วไหวตามสายลมเย็นเยียบ ดวงตาคู่คู่สวยราวกับภาพวาดทว่าเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มือเรียวข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่วิเศษที่ยังคงอยู่ในฝัก เซียนจิ้งจื่อ... ทายาทสำนักกระบี่เย็นชา ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ณ ใจกลางความขัดแย้ง! หลี่มู่เหวินชะงักจอกสุราริมฝีปากเล็กน้อย เขากวาดสายตามองหญิงสาวผู้มาใหม่ด้วยแววตาระคนความระaึกและรอยยิ้มมุมปากที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม "อืม... แม่นางน้อยผู้นี้ ไยจึงขยันตามตื้อข้ามาไกลถึงเมืองชายแดนเช่นนี้เล่า? หรือว่าติดใจรสชาติสุราของข้าเข้าเสียแล้ว?" หลี่มู่เหวินเอ่ยแซวหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนทั้งโรงเตี๊ยม เซียนจิ้งจื่อปรายตามองบุรุษจอมกวนประสาทแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมายังกลุ่มศิษย์สำนักพยัคฆ์ทมิฬ รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างจนหยดน้ำค้างรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา "หลี่มู่เหวิน... หุบปากไร้สาระของเจ้าเสีย" เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังกดดันระดับมหาศาลที่ทำให้กัวไห่ถึงกับเข่าอ่อน "มารโลหิตพวกนี้... มอบให้เป็นหน้าที่ของข้า หรือเจ้าจะให้ข้าจัดการเจ้าไปด้วยในคราเดียว?" กัวไห่หน้าซีดเผือดเมื่อรับรู้ถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่เหนือกว่าตนเองหลายเท่าตัว เขากัดฟันกรอด คำรามสั่งลูกน้องครั้งสุดท้าย "ฆ่าพวกมันทั้งคู่ซะ! ลงมือ!" ค่ายกลพยัคฆ์โลหิตพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกันทั้งทิศทาง คมดาบอาบเลือดนับสิบเล่มพุ่งตรงไปยังร่างของหลี่มู่เหวินและเซียนจิ้งจื่ออย่างดุร้าย ในวินาทีนั้นเอง... เซียนจิ้งจื่อขยับมือ นิ้วเรียวสัมผัสด้ามกระบี่ที่ยังอยู่ในฝัก ขณะที่หลี่มู่เหวินก็ค่อยๆ วางจอกสุราร้าวลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มขี้เล่นจางหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงประกายตาดุดันดั่งกระบี่ที่รอเวลาสะบัดออกจากฝักเพื่อพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน! --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ - เซียนสุราเมามาย
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%