กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมยามค่ำคืนของมหานครฉางอัน มิได้มาจากคมกระบี่ หากแต่มาจากกลิ่นอายแห่งการหักหลังที่ลอยวนอยู่เหนือหลังคากระเบื้องเคลือบสีชาด
"เจ้าเดินช้าเกินไปแล้ว ศิษย์น้องจิ้งจื่อ... หรือว่าเหล้าในไหของจอมยุทธ์เจ้าสำราญผู้นั้น จะถ่วงขาเจ้าให้หนักอึ้งจนก้าวไม่ออกเสียแล้ว?"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหน้า หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะชายตามองเงาร่างเหล่านั้น ร่างในชุดคลุมสีเทามอมแมมของเขาเอนพิงกับผนังอิฐสีเทาของตรอกแคบ มือข้างหนึ่งยกไหสุราขึ้นกระดลกินอึกใหญ่ ปราณสุราอุ่นร้อนแผ่ซ่านขับไล่ไอเย็นยะเยือกของยามวิกาล ขณะที่มืออีกข้างหมุนพัดกระดาษเก่าๆ ในความมืดอย่างเชื่องช้า
เซียนจิ้งจื่อก้าวตามมาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังในระยะห่างสามก้าว นางอยู่ในชุดกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดของตรอกซอกซอย ปลายกระบี่วิญญาณในฝักส่งเสียงสั่นพานเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารรอบด้าน ดวงตาคู่คมดุจน้ำค้างแข็งกวาดมองไปยังหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งเงาร่างนับสิบเคลื่อนไหวราวกับฝูงกาเหว่ากระหายเลือด
"หุบปากของเจ้าเสีย หลี่มู่เหวิน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "เรากำลังถูกล้อมด้วยหน่วยเงาโลหิตของสำนักราชครู... เจ้ายังมีอารมณ์มาดื่มสุราเล่นลิ้นอยู่อีกหรือ"
"หากข้าไม่ดื่ม แล้วเจ้าจะเอาอะไรมาอ้างเพื่อยืนใกล้ข้าเล่า?" หลี่มู่เหวินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยความกวนประสาท เขายืดตัวขึ้นช้าๆ กลิ่นอายความทะนงตนแผ่ออกมาจากร่างราวกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บ "อีกอย่าง... คนพวกนี้ไม่ใช่หน่วยเงาธรรมดา พวกมันคือสุนัขล่าเนื้อที่ถูกฝึกมาเพื่อดมกลิ่น 'วิชาสุราไร้เงา' ที่ข้าซ่อนไว้... น่าเสียดายนัก ที่จมูกของพวกมันคงต้องถูกตัดทิ้งเสียก่อนจะทันได้กลิ่นที่แท้จริง"
สิ้นคำพูด เงาร่างทั้งสิบก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ราวกับสายฝนดาบที่ตกลงมาหมายปลิดชีพ การเคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียง รวดเร็ว และอำมหิต
*เปรี้ยง!*
กระบี่ของเซียนจิ้งจื่อชักออกจากฝักในเสี้ยววินาที ประกายแสงสีฟ้าครามวาบขึ้นตัดผ่านความมืดมิด พลังกระบี่เย็นยะเยือกแช่แข็งสายลมจนเกิดผลึกน้ำแข็งกลางอากาศ ร่างของมือสังหารคนแรกที่พุ่งเข้ามาถูกคลื่นกระบี่ฟันผ่าเป็นสองท่อนในคราเดียว โลหิตยังไม่ทันหยดถึงพื้นก็ถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดเลือดสีชาดที่ร่วงหล่นราวกับดอกไม้หิมะ
"รวดเร็วดั่งใจคิด สมเป็นทายาทสำนักกระบี่เย็นชา..." หลี่มู่เหวินเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงระรื่น หูของเขาขยับเล็กน้อยเพื่อฟังทิศทางของลมปราณที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
โดยไม่ต้องหันกลับไปมอง พัดกระดาษในมือของเขาก็สะบัดออก ปราณสุราพวยพุ่งราวกับมังกรเพลิงที่คำรามออกจากขวดสุรา คลื่นความร้อนสายหนึ่งปะทะเข้ากับกระบี่โลหิตของมือสังหารคนที่สองจนแหลกละเอียดเป็นจุล แรงกระแทกสะท้อนกลับจนมือสังหารผู้นั้นกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ล้มฟาดลงกับพื้นดินอย่างไร้เรี่ยวแรง
"อย่ามัวแต่เล่น หลี่มู่เหวิน!" เซียนจิ้งจื่อตวาดเสียงกร้าว นางหมุนตัวกลางอากาศ กระบี่วิญญาณวาดวงโคจรรูปดอกบัวน้ำแข็ง ปิดกั้นการโจมตีจากทิศทางรอบด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าสีหน้าของนางกลับเคร่งเครียดขึ้น "พลังปราณของพวกมันไม่ใช่คนของราชสำนัก... นี่คือค่ายกลวิญญาณโลหิตของสำนักมารร้อยอสูร!"
หลี่มู่เหวินหุบพัดในมือ รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาคมกลาตันดั่งเหยี่ยว เขากวาดสายตามองไปยังกำแพงเมืองหลวงที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า อักษรโบราณที่สลักไว้บนศิลาเริ่มเรืองแสงสีแดงฉาน บ่งบอกว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อลอบสังหาร... แต่พวกมันต้องการ 'ปิดประตูตีแมว' ขังพวกเขาไว้ในเขตอำนาจมืดแห่งนี้
"ฮ่าๆๆ... ดูท่าว่าฮ่องเต้ผู้นั้นคงไม่ได้ต้อนรับพวกเราด้วยเหล้าจอกใหญ่เสียแล้วสิ" หลี่มู่เหวินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำ "แต่ช่างน่าขันนัก ที่พวกมันคิดว่าค่ายกลกระดาษพวกนี้จะขังเซียนสุราผู้สยบฟ้าดินได้"
ในวินาทีนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ไอสังหารสีดำทะมึกพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับอสรพิษนับพันตัว ก่อตัวเป็นม่านพลังโปร่งแสงครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากความมืดมิดเบื้องบน ราวกับเสียงของปีศาจที่ตื่นจากการหลับใหล
*“หลี่มู่เหวิน... เซียนจิ้งจื่อ... พวกเจ้าคิดว่าจะหนีรอดเงื้อมมือของท่านผู้เฒ่าโลหิตพเนจรไปได้หรือ? ประตูแห่งความตายเปิดต้อนรับพวกเจ้าแล้ว!”*
เซียนจิ้งจื่อกระชับกระบี่ในมือแน่น ปราณกระบี่รอบกายแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนสะท้อนแสงจันทร์ นางหันมามองชายหนุ่มข้างกายโดยไม่กล่าวคำใด ทว่าแววตานั้นสื่อความหมายชัดเจน—ศึกนี้ไม่มีทางถอยหลัง
หลี่มู่เหวินเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย เขายกไหสุราขึ้นซดรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย ก่อนจะโยนไหดินเผานั้นทิ้งลงพื้นแตกกระจาย
"จิ้งจื่อ... เจ้าเชื่อใจกระบี่ในมือของเจ้า หรือเชื่อใจสุราในไหของข้ามากกว่ากัน?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนกดทับเสียงคำรามของค่ายกลมาร
ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำตอบใดๆ เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวออกมาจากม่านพลังสีเลือด ผู้นำทางแห่งสำนักมารร้อยอสูรค่อยๆ ถอดหมวกสานออก เปิดเผยใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว และดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความคลุ้มคลั่ง พร้อมกับกระบี่โบราณที่ส่งกลิ่นอายบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว—มันคือกระบี่เล่มเดียวกับที่สังหารอาจารย์ของเซียนจิ้งจื่อเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ยุทธภพอันลึกล้ำนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนสุราเมามาย
เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส•ตอนที่ 14
เข้าสู่เขตอำนาจมืด
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สำนักกับนางเซียนผู้ตัดขาดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!