เสียงกระดาษแผ่นบางที่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมราคาแพง ฟังดูคล้ายเสียงกิโยตินที่เพิ่งตัดขั้วหัวใจของตระกูลใหญ่ลงมาอย่างไรอย่างนั้นค่ะ
เอกสารประกาศล้มละลายฉุกเฉินสะท้อนเงาความตื่นตระหนกในดวงตาของทุกคนบนโต๊ะอาหาร ทว่าลินินกลับนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ เรียวปากสีแดงระเรื่อยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนแก้วคริสตัลใสบรรจุแชมเปญชั้นดี ราวกับเสียงเพลงขับกล่อมความพินาศของคนที่เคยเหยียดหยามเธอมาตลอดชีวิต
“แก... แกทำอะไรลงไปยัยตัวดี!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของประมุขแห่งตระกูลดังขึ้นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン
ลินินปรายตามองผู้เป็นพ่อที่กำลังหน้าดำหน้าแดงด้วยความเคียดแค้น เธอยังคงรักษารอยยิ้มเย็นชาไว้บนใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ บรรยากาศรอบตัวอวลไปด้วยกลิ่นอายอำนาจที่กดทับจนคนรอบข้างแทบหายใจไม่ออก
ภัทร บอดี้การ์ดหนุ่มในชุดสูทสلبเข้ารูปยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ของเธอ สายตาคมกริบกวาดมองการเคลื่อนไหวของทุกคนในห้องประชุมอย่างระแวดระวัง พร้อมจะจัดการกับความพยายามตอดเล็กตอดน้อยของพวกสุนัขจนตรอกได้ทุกเมื่อ
“ครอบครัวเหรอคะ? น่าเสียดายจัง... พอดีว่าฉันเพิ่งเซ็นอนุมัติ 'ล้มละลาย' ให้กับบริษัทของครอบครัวเราไปเมื่อวินาทีที่แล้วเองค่ะ คุณปู่...” ลินินเอ่ยทวนประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงทุบโต๊ะจะดังสนั่นขึ้นตามมา
“นังลูกอกตัญญู! แกคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วจะทำลายตระกูลที่เราสร้างมาหลายสิบปีได้งั้นเหรอ!” ผู้เป็นพ่อพยายามตะโกนขู่ขวัญ หวังใช้อำนาจเก่ากดดันให้เธอกลัวเหมือนวันวาน
แต่วันเวลานั้นมันจบลงไปนานแล้วค่ะ...
ลินินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเธอในชุดสูทผ้าไหมเนื้อดีประกอบกับรองเท้าส้นสูงสีดำสนิท ทำให้เธอดูลễตระหง่านราวกับราชินีผู้ครองบัลลังก์ เธอก้าวเข้าไปใกล้ผู้เป็นพ่อทีละก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่ความตายทางธุรกิจ
“ตระกูลที่คุณพ่อภูมิใจนักหนา... สร้างขึ้นมาบนหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของแม่ฉันไม่ใช่เหรอคะ?” ลินินโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหางตาของเขา น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ “ในเมื่อมันเน่าเฟะจนเยียวยาไม่ไหว การเผาทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้สะอาดหมดจด... ดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดในตอนนี้แล้วล่ะค่ะ”
“แก... แกหมายความว่ายังไง?” พ่อเลี้ยงหน้าซีดเผือด เมื่อเริ่มตระหนักได้ว่าอำนาจทั้งหมดหลุดลอยออกจากมือไปจริงๆ แล้ว
“หมายความว่า... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตระกูลนี้ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้บ้านหลังนี้ซุกหัวนอนอีกต่อไปแล้วค่ะ” ลินินผายมือออกกว้าง ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ “เพราะโฉนดที่ดินผืนนี้ รวมถึงคฤหาสน์หลังคานี้ ได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วค่ะ”
สิ้นคำพูดนั้น ประตูห้องประชุมขนาดใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์และกลุ่มทนายความในชุดสูทสากลนับสิบชีวิต พวกเขาเดินเรียงแถวเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมประกาศยึดอายัดทรัพย์สินทุกรายการตามคำสั่งศาล
ความโกลาหลบังเกิดทันที เสียงโวยวาย เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และเสียงด่าทอระคนกันดังระเบียบ แต่มันช่างน่ารื่นรมย์ในความรู้สึกของลินินเสียนี่กระไร
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งวุ่นดั่งมดแตกสนิท พ่อเลี้ยงที่หมดหนทางกลับตัดสินใจใช้ไพ่ใบสุดท้าย เขาคลานเข้ามาหาลินินด้วยท่าทางน่าสมเพช ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเวทนาปลอมๆ
“ลินิน... ลูกรัก พ่อขอร้องล่ะ ช่วยตระกูลเราหน่อยเถอะนะ พ่อมี... พ่อมีความลับสำคัญ ความลับทางธุรกิจที่จะทำให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศนี้ไปชั่วข้ามคืน... แลกกับการยกเลิกคำสั่งล้มละลายนี้ซะ!”
ลินินหยุดเดิน เธอก้มมองชายคนที่เคยเหยียบย่ำเธอให้จมดินด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รอยยิ้มมุมปากเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม
“ความลับเหรอคะ?” เธอทวนคำ ชำเลืองมองเอกสารในมือของเขา “สำหรับฉันแล้ว... ความลับของคนที่กำลังจะล้มละลาย ก็เป็นแค่เศษกระดาษทิชชูใช้แล้วที่ไม่มีค่าอะไรเลยค่ะ”
“แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจนะลินิน!” พ่อเลี้ยงละล่ำละลักพูดด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า “มันคือความจริงเรื่องการตายของแม่แก! แกไม่อยากรู้หรอว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นใครเป็นคนบงการ!”
คำพูดนั้นทำให้จังหวะการหายใจของลินินสะดุดไปเสี้ยววินาที ดวงตากลมโตหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างเพรียวระหงจนภัทรที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องขยับเข้ามาใกล้เพื่อประคองสถานการณ์
ภัทรใช้สายตาคมกริบจ้องมองพ่อเลี้ยงอย่างไม่ไว้ใจ พร้อมกระซิบเตือนเบาๆ ข้างหูเธอ “คุณลินิน ระวังครับ... อาจเป็นแค่ลูกไม้ตื้นๆ เพื่อซื้อเวลา”
ลินินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน เธอย่อตัวลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกับผู้เป็นพ่อที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปรับแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าสีซีดที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ด้วยมือที่สั่นเทา
“ถ้าความจริงที่คุณกำลังจะพูด... เป็นเรื่องโกหกคำโตเพื่อเอาตัวรอดล่ะก็...” ลินินกระซิบเสียงต่ำ เยียบเย็นจนคนฟังต้องสะท้าน “ฉันจะทำให้คุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกมืด โดยไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่แสงตะวันเลยค่ะ”
เธอกางแฟ้มเอกสารนั้นออกช้าๆ สายตากวาดมองข้อความภายในที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ แสงไฟในห้องประชุมสลัวลงเล็กน้อยเมื่อเมฆฝนด้านนอกเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์
ทว่า... ในวินาทีที่สายตาของลินินกวาดไปถึงบรรทัดสุดท้ายของเอกสารหน้าแรก ลมหายใจของเธอก็ต้องสะดึดกึก!
ชื่อที่ปรากฏอยู่ท้ายลายเซ็นผู้สั่งการ... ไม่ใช่ชื่อของพ่อเลี้ยงคนนี้ค่ะ!
แต่เป็นชื่อของบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ... คนที่เพิ่งส่งช่อดอกแสดงความยินดีมาให้เธอเมื่อเช้านี้เอง!
***
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซัพพอร์ต "เค้กวานิลลา" มาโดยตลอดนะคะ บทนี้หวานซ่อนมีดคมกริบ หวังว่าจะถูกใจสายสะใจกันทุกคนค่ะ! แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
ทายาทหมื่นล้านปะทะบอดี้การ์ดส้นสูง•ตอนที่ 14
กลลวงของพ่อเลี้ยง
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทหมื่นล้านปะทะบอดี้การ์ดส้นสูง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!