สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 20

เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
"วางคีมตัดลวดลงแล้วถอยไปสามก้าว... หรือคุณอยากให้ผมโทรเรียก รปภ. มาหิ้วปีกออกไปในฐานะผู้บุกรุกยามวิกาลดีล่ะครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบจนเย็นเยียบดังขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวของไซต์งานก่อสร้างชั้นสิบห้า ร่างสูงโปร่งของธันวาไม่ได้ก้าวถอยหลังแม้แต่เซนติเมตรเดียว ตรงกันข้าม เขากลับก้าวเข้าไปขวางหน้าพิมพ์ตะวันไว้ทันทีก่อนที่เงาปริศนาตรงบันไดหนีไฟจะขยับตัวทำอะไรไปมากกว่านั้น แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือในมือวิศวกรหนุ่มสาดส่องเข้าใส่ใบหน้าของชายแปลกหน้าอย่างจัง เผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและวัตถุโลหะสีเงินวาววับในมือ "ใจเย็นน่า คุณวิศวกร... ผมแค่ผ่านมาตรวจงาน" เสียงแหบพร่าเอ่ยตอบ พร้อมกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับเข้าไปในความมืดของช่องบันไดหนีไฟพร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งหนีอย่างลนลาน "เฮ้อ..." พิมพ์ตะวันถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อขับไล่ความตึงเครียดที่เกาะกุมหน้าอกออกไป มือเรียวที่ถือกระบอกไฟฉายสั่นน้อยๆ แต่เธอกลบเกลื่อนมันด้วยการเชิดหน้าขึ้นทันทีตามนิสัย "เก๊กขรึมซะเท่เชียว... แต่ขอบคุณนะที่โผล่มาทันเวลาพอดี ไม่งั้นฉันคงได้เอาแฟลนชีทฟาดหน้าไอ้โรคจิตนั่นไปแล้ว" ธันวาหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่ปากเก่งได้ไม่เว้นแม้แต่ในสถานการณ์เฉียดตาย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสำรวจร่องรอยความตื่นตระหนกบนใบหน้าเนียนใสอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างไร้รอยต่อ "ถ้าคุณใช้สมองคิดวิเคราะห์ก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้ามาในมุมอับคนเดียวโดยไม่เปิดไฟส่องทาง คุณก็คงไม่ต้องใช้แฟลนชีทเป็นอาวุธหรอกครับ พิมพ์ตะวัน" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงแววเทศนา "สถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับคุณ ไม่น่าจะมีความคิดความอ่านระดับเด็กอนุบาลที่เดินตามหาเสียงประหลาดในที่มืดนะครับ" "นี่คุณ! ปากคอเราะร้ายขึ้นทุกวันแล้วนะธันวา!" พิมพ์ตะวันตวัดสายตาค้อนขวับใส่ร่างสูงทันที "ฉันแคบได้ยินเสียงเหมือนคนพยายามงัดแงะท่อระบบระบายอากาศต่างหากเล่า ในฐานะหัวหน้าโครงการ ฉันก็ต้องเช็กให้แน่ใจว่างานระบบที่ฉันออกแบบไว้จะไม่พังคามือตั้งแต่ยังไม่ส่งมอบสิคะ... เอ๊ย... สิครับ!" เธอกลืนคำลงคอแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามตามความคุ้นชิน แต่ธันวากลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดหนึ่งอย่างรู้ทัน "จะ 'ค่ะ' หรือ 'ครับ' ก็มีความหมายเท่ากันว่าคุณกำลังทำเรื่องโง่ๆ ที่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง" ธันวาพูดเสียงนิ่ง แต่ทว่าสายตาที่ทอดมองเธอกลับมีความอ่อนโยนวับวามฉายชัดอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินนำไปยังโต๊ะทำงานสนามที่มีแปลนพิมพ์เขียวางกองอยู่ "เลิกยืนทื่อเป็นเสาเข็มได้แล้วครับ มานี่... เรามีงานต้องเคลียร์ให้จบก่อนรุ่งสาง ไม่งั้นผมคงต้องอุ้มคุณกลับคอนโดในสภาพที่สลบคาโต๊ะแน่ๆ" พิมพ์ตะวันเม้มปากหมั่นไส้ท่าทีเผด็จการเงียบๆ ของอีกฝ่าย แต่ก็ยอมเดินตามแต่โดยดี บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความหวาดระแวงเมื่อครู่เป็นความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่านโครงสร้างปูนเปลือย แสงไฟนีออนดวงเดียวที่โยงสายไฟชั่วคราวส่องสว่างลงบนโต๊ะทำงาน เผยให้เห็นรายละเอียดงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและโครงสร้างวิศวกรรมที่แข็งแกร่งซึ่งถูกวางซ้อนทับกันอยู่ นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง... เส้นขนานที่เคยถูกขีดคั่นด้วยทัศนคติและอีโก้ที่สวนทางกัน เริ่มโค้งเข้าหากันทีละน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ "ตรงรอยต่อของคานรับน้ำหนักโซน C ที่คุณออกแบบไว้ มันสวยงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ก็จริงครับ..." ธันวาเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้ดินสอไม้ชี้ลงบนแปลนพิมพ์เขียว น้ำเสียงของเขาจริงจังและเปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพจนพิมพ์ตะวันต้องขยับเข้ามาใกล้เพื่อดูจุดที่เขากล่าวถึง "แต่ถ้าเราเพิ่มเหล็กเสริมค้ำยันเข้าไปอีกสองมิลลิเมตรตามจุดรับแรงตรงนี้ มันจะช่วยเซฟต้นทุนโครงสร้างได้ส عشرเปอร์เซ็นต์โดยที่หน้าตาของสถาปัตยกรรมไม่เสียรูปทรงแม้แต่นิดเดียว" พิมพ์ตะวันก้มลงมองตามปลายนิ้วแกร่งที่สัมผัสลงบนกระดาษ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้านเจือจางด้วยกลิ่นกาแฟดำลอยเข้ามาแตะจมูก ระยะห่างระหว่างเธอกับเขายามนี้ใกล้เสียจนไหล่เกือบจะชิดกัน เส้นผมหยักศกเล็กน้อยของวิศวกรหนุ่มยุ่งเหยิงจากการทำงานมาทั้งวัน แต่มันกลับทำให้เขาน่ามองกว่ายามเซ็ตผมเนี้ยบเสียอีก "อืม..." สถาปนิกสาวพึมพำในลำคอ สมองส่วนหน้าประมวลผลตามข้อเสนออย่างรวดเร็ว "ถ้าเพิ่มเหล็กเสริมตรงนั้น... มันก็จะช่วยลดภาระน้ำหนักของผนังกระจกด้านบนลงได้สินะคะ... เอ่อ หมายถึง ได้ครับ" เธอรีบแก้คำพูดเมื่อเห็นประกายตาระยับของอีกฝ่ายที่จ้องมองมา ธันวาไม่ได้ทักท้วงเรื่องสรรพนาม เขากลับระบายยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งออกมา "เก่งนี่ครับ... คิดไม่ถึงว่าสถาปนิกปากจัดคนนี้ จะยอมรับฟังเหตุผลทางวิศวกรรมได้ง่ายกว่าที่คิด" "ฉันไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลนะธันวา ฉันแค่ไม่ชอบทำงานร่วมกับคนที่เอาแต่บอกว่า 'ไม่ได้' โดยไม่ยอมหาทางออกร่วมกันต่างหาก" พิมพ์ตะวันเชิดหน้าเถียง ทว่าดวงตากลมโตกลับเป็นประกายระยับด้วยความยอมรับนับถือลึกๆ "แต่ยอมรับก็ได้... วิธีแก้ปัญหาของคุณเมื่อกี้ มันเจ๋งเป็นบ้าเลย" คำชมที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเข้าอกเข้าใจและเคมีที่สั่นไหวอยู่ภายใต้อุณหภูมิห้องที่เย็นเยียบของตึกร้าง ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาพพิมพ์ตะวันอย่างจัง แววตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดา นิ้วมือที่ถือดินสอขยับเข้าใกล้รอยต่อของแปลนพิมพ์เขียวมากขึ้น จนปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนหลังมือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะโดยบังเอิญ ความร้อนจากผิวสัมผัสแล่นริ้วผ่านผิวหนังราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พิมพ์ตะวันชะงักค้าง เธอดึงมือกลับไม่ได้ ยิ่งหัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของวิศวกรหนุ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิด จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่เหนือริมฝีปากของเธอ "ถ้าเราทำงานร่วมกันได้ราบรื่นขนาดนี้..." เสียงทุ้มต่ำพร่าพร้ำกระซิบแผ่วเบาอยู่ใกล้ชิด จนพิมพ์ตะวันแทบหยุดหายใจ "บางที... เราอาจจะต้องทบทวนเรื่องข้อเสนอที่ผมเคยขอคุณไว้เมื่อวันก่อนดีไหมครับ" ดวงตาสองคู่ประสานกันแน่นในระยะประชิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบกายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลที่ไม่อาจปฏิเสธ ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง... *ปัง!* เสียงประตูกระจกชั้นล่างที่ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่วิ่งกรูขึ้นมาตามบันได พร้อมตะโกนเรียกชื่อเสียงดังลั่นตึก! "คุณธันวา! คุณพิมพ์ตะวัน! อยู่ข้างบนหรือเปล่าครับ! ตำรวจมาถึงแล้ว!" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ผูกพันของพวกเขานะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%