สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 19

ความทรงจำในอดีต

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
แสงไฟฉายคาดหัวของธันวาส่องกราดผ่านโครงสร้างคอนกรีตเปลือยเปล่า สะท้อนละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งในความเงียบสงบยามวิกาลของอาคารเก่า พิมพ์ตะวันกะพริบตาถี่เพื่อปรับโฟกัส ภาพของวิศวกรหน้านิ่งผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและไร้ความรู้สึก ยืนถือสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูเก่าจนกระดาษกรอบเหลือง มันไม่ใช่สมุดงานก่อสร้างทั่วไป... แต่เป็นบันทึกสถาปัตยกรรมยุค พ.ศ. 2510 "คุณ..." เสียงของสถาปนิกสาวขาดห่วงไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของเขาในแสงสีส้มสลัวจากหลอดไฟชั่วคราว "เข้ามาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นแบบนี้ แล้วในมือคุณนั่น... มันคืออะไรกันแน่ ธันวา" วิศวกรหนุ่มไม่ได้หันมาทันที นิ้วเรียวยาวที่มักจะถือแต่แบบแปลนสถาปัตยกรรมลูบไล้ไปบนสันปกหนังเก่าครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ปิดมันลงอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นผุยผง ธันวาผ่อนลมหายใจยาวออกทางจมูก ดวงตาคมกริบที่มักจะซ่อนความเย็นชาเอาไว้เสมอ บัดนี้กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความทรงจำที่ยากจะคาดเดา "ผมคิดไว้แล้วว่าคุณต้องบุ่มบ่ามกลับเข้ามาที่นี่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "สถาปนิกหัวรั้นอย่างคุณ คงไม่ยอมปล่อยให้ปมในหน้าประวัติศาสตร์ตึกนี้คาใจจนนอนไม่หลับแน่ ๆ" "ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะปล่อยให้ตึกที่ตัวเองกำลังรีโนเวท มีประวัติศาสตร์ดำมืดซ่อนอยู่โดยไม่สืบหาความจริงหรอกนะ" พิมพ์ตะวันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนประหลาดใจ "แต่ที่คุณถืออยู่... มันเกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณ หรือเกี่ยวข้องกับครอบครัวของคุณกันแน่ ธันวา?" ธันวาเงียบไป อากัปกิริยานิ่งขรึมของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวอึมครึมลงถนัดตา เขาก้าวเท้าช้า ๆ เข้ามาหาพิมพ์ตะวัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นกายสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของวิศวกรหนุ่ม "ตึกนี้ไม่ได้เป็นแค่อาคารพาณิชย์เก่า ๆ สำหรับผมและครอบครัว" ธันวาเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงความหนักหน่วงในทุกพยางค์ "มันคือร่องรอยสุดท้าย... ของความล้มเหลวที่ปู่ของผมไม่มีวันให้อภัยตัวเอง" พิมพ์ตะวันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเกรี้ยวกราดและท่าทีตั้งแง่ก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตกใจและสัญชาตญาณของการเป็นผู้ฟังที่ดี "ปู่ของคุณ..." พิมพ์ตะวันทวนคำ เสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว "วิศวกรอาวุโสผู้ก่อตั้งบริษัทวิศวกรรมในตำนานคนนั้นน่ะเหรอ?" "ใช่" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นรอยยิ้มหยันที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา "คุณคงเคยได้ยินเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับวิศวกรผู้คำนวณโครงสร้างพลาดจนเกิดโศกนาฏกรรมเมื่อห้าสิบปีก่อนสินะ คนในวงการเขาลือกันสนุกปาก... ว่าตึกนี้มีคำสาป" "แต่ฉันอ่านรายงานฉบับเก่าแล้ว มันบอกว่าเป็นความผิดพลาดของวัสดุ ไม่ใช่การคำนวณโครงสร้าง!" พิมพ์ตะวันโต้แย้งทันควันตามสัญชาตญาณวิชาชีพ "นั่นแหละคือสิ่งที่ปู่ของผมพยายามพิสูจน์มาตลอดชีวิต" ธันวาก้าวเข้าไปใกล้กว่าเดิม จนพิมพ์ตะวันต้องถอยหลังไปชนกับเสาคานคอนกรีตอย่างเลี่ยงไม่ได้ วิศวกรหนุ่มยกมือขึ้นยันผนังด้านข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบ ๆ ระหว่างเขากับเสาต้นนั้น ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในนัยน์ตาของสถาปนิกสาว "ปู่ของผมเป็นคนเซ็นอนุมัติแบบแปลนของตึกนี้... และเป็นคนที่ยืนกรานว่าเสาหลักต้นนี้ต้องรับน้ำหนักได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนดถึงสามเท่า แต่ไม่มีใครเชื่อเขา เพราะในยุค 70s ผลกำไรสำคัญกว่าความปลอดภัย" พิมพ์ตะวันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อสถานการณ์ แต่เพราะความใกล้ชิดที่ระอุอุ่น และน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึมของธันวา "แล้ว... เกิดอะไรขึ้น?" เธอถามเสียงแผ่ว "เกิดแรงกดทับผิดปกติในคืนที่มีพายุใหญ่" ธันวาก้มหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกับเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "ปู่พยายามเตือนเจ้าของโครงการ แต่ถูกขับไล่ออกมาพร้อมกับตราหน้าว่าเป็นคนทำลายชื่อเสียงตึก หลังจากคืนนั้น... เจ้าของโครงการคนนั้นก็หายสาบสูญไปพร้อมกับเอกสารลับ และตึกนี้ก็ถูกทิ้งร้างมาตลอดครึ่งศตวรรษ" นิ้วเรียวของธันวาเปิดสมุดบันทึกในมือออก เผยให้เห็นลายมือหวัด ๆ แต่หนักแน่นด้วยหมึกสีดำที่ซีดจางตามกาลเวลา มันคือสมุดคำนวณโครงสร้างด้วยมือ ที่เต็มไปด้วยตัวเลข สูตรทางคณิตศาสตร์ และรอยหยดน้ำตาที่แห้งกรัง "นี่คือสมุดบันทึกที่ปู่เขียนทิ้งไว้ก่อนจะตรอมใจตาย" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาพิมพ์ตะวัน นัยน์ตาคู่นั้นไหววับด้วยความรู้สึกที่เก็บกดไว้มานานแสนนาน "ท่านบอกว่า สักวันหนึ่ง จะต้องมีสถาปนิกบ้าบิ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาแก้แค้นแทนความจริง และกู้ชื่อเสียงให้กับครอบครัวของเรา" หัวใจของพิมพ์ตะวันกระตุกวาบ ความรู้สึกบางอย่างพุ่งชนเข้ากลางอกอย่างจัง ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งที่เชื่อมโยงเธอกับผู้ชายคนนี้เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก "แล้วทำไม... คุณถึงไม่ยอมบอกฉันแต่แรก?" พิมพ์ตะวันถามเสียงสั่น ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตรจนรับรู้ได้ถึงไออุ่น "เพราะผมไม่อยากให้คุณเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงกับความแค้นของคนรุ่นก่อน" ธันวาตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบฉายแววคลั่งรักที่ปิดไม่ใหม่อีกต่อไป "แต่ตอนนี้... เมื่อเห็นคุณยืนอยู่ตรงนี้ ท่าางดงามและเด็ดเดี่ยวท่ามกลางซากปรักหักพัง... ผมรู้แล้วว่าผมไม่มีทางห้ามคุณได้อีกต่อไปแล้ว พิมพ์ตะวัน" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตก ระยะห่างระหว่างหัวใจของทั้งสองคนลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนพิมพ์ตะวันหลับตาลงช้า ๆ รอรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น... ทว่า ทันใดนั้นเอง! *แกร๊ก... โครม!* เสียงฝุบฝับหนักหน่วงพร้อมกับเศษปูนที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานชั้นบนดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องกังวานจากความมืดมิดบริเวณบันไดหนีไฟ "เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้นวะ ออกมาตรวจสอบเดี๋ยวนี้!" ธันวาผละออกจากพิมพ์ตะวันอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณวิศวกรตื่นตัวเต็มที่ เขาดึงร่างบางให้มาหลบอยู่ด้านหลังเสาโครงสร้างทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความมืดด้วยความระแวดระวัง ในแสงไฟฉายที่สาดส่องไปทางบันไดหนีไฟ ร่างเงาของชายปริศนากำลังก้าวเข้ามา พร้อมกับประกบสิ่งของบางอย่างในมือที่สะท้อนแสงไฟวับวาว... และไม่ใช่เครื่องมือช่างอย่างแน่นอน! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ดรากอนไรเดอร์" ในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%