กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดำคั่วเข้มผสมผสานกับความเงียบงันยามดึกในไซต์งานก่อสร้าง ทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งชวนให้อึดอัดเสียยิ่งกว่าผนังคอนกรีตที่ยังเทไม่แห้งดี
"คุณพูดอะไรออกมา... ธันวา"
พิมพ์ตะวันทวนคำพูดนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องมองร่างสูงของวิศวกรหน้านิ่งที่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงก้าว หัวใจของเธอกำลังเต้นโครมครามราวกับมีกองทัพกลองรบมาตีประชิดอยู่ในอก ประโยคทิ้งท้ายจากเหตุการณ์ก่อนหน้ายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่คำพูดของผู้ชายเย็นชาไร้ความรู้สึกอย่างที่เขาพยายามสร้างกำแพงกั้นโลกใบนี้ไว้ แต่มันคือคำสารภาพที่ซ่อนความห่วงใยเอาไว้จนล้นปรี่
ธันวาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย เขาเสมองไปยังโครงสร้างเหล็กกล้าที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า สันกรามคมสันขบเข้าหากันแน่นราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของตัวเองในใจ มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหาความว่างเปล่าข้างลำตัว ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมาเพื่อควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งไม่แพ้กัน
"ผมไม่ได้พูดซ้ำสอง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่หนักแน่นในความรู้สึก "แล้วก็น่าจะเลิกทำหน้าตกใจเหมือนเห็นผีได้แล้ว พิมพ์ตะวัน"
"ฉันไม่ได้ตกใจแบบนั้น!" สถาปนิกสาวสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณความปากกล้าที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความเขินอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความฮึดฮัด "แต่สิ่งที่ฉันกำลังถาม... คือทำไมคุณถึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยโครงการนี้ตั้งแต่แรก ทั้งๆ ที่คุณบอกเองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ และคุณเกลียดความวุ่นวายที่สุดไม่ใช่หรือไง"
พิมพ์ตะวันก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างจับผิดเพื่อค้นหาคำตอบในแววตาคู่นั้น "บอกเหตุผลฉันมาสิธันวา ทำไมวิศวกรมือหนึ่งอย่างคุณถึงยอมเอาชื่อเสียงและเวลามาเสี่ยงกับตึกบ้าๆ หลังนี้... หรือเพราะคุณแค่อยكจะพิสูจน์ว่าฉันมันโง่ที่จัดการอะไรคนเดียวไม่ได้กันแน่"
ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างพวกเขาทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงเครื่องจักรไกลๆ เป็นฉากหลัง ธันวาหันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาคมกริบนั้นไม่ได้มีความเยชาชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความลึกซึ้งและร่องรอยความเหนื่อยล้าที่สะท้อนชัดเจน
"คุณคิดว่าผมว่างมากหรือไง..." ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่ายังคงความดุดันตามสไตล์ของเขา "คิดว่าผมไม่มีงานล้นมือจนต้องมานั่งปวดหัวกับดีไซน์เพ้อเจ้อที่แก้ยากแก้เย็นของคุณว่างั้นเถอะ"
"นี่คุณ..." พิมพ์ตะวันอ้าปากค้าง เตรียมจะพ่นคำด่าชุดใหญ่ใส่ความปากร้ายของเขา
"ฟังให้จบก่อนสิครับ" ธันวาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนเธอต้องชะงัก ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เหตุผลที่ผมเข้ามา... ไม่ใช่เพราะอยากพิสูจน์ว่าคุณโง่ และไม่ใช่เพราะผมว่างงาน"
เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน พิมพ์ตะวันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อถูกรุกด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้งแบบนั้น
"ที่ผมเข้ามา... ก็เพราะผมทนเห็นคนบางคนฝืนยิ้มทั้งๆ ที่ขอบตาดำคล้ำไม่ได้ต่างหาก" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กั๊กคำพูดไว้ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยหมัดฮุกสุดท้าย "เพราะผมรำคาญเวลาที่เห็นคุณต้องแบกรับความกดดันบ้าบอพวกนี้ไว้คนเดียว... และที่สำคัญที่สุด คือผมทนไม่ได้ถ้าจะต้องเห็นคุณพ่ายแพ้ให้กับความตั้งใจของตัวเอง เพียงเพราะไม่มีใครคอยระวังหลังให้"
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
คำพูดเหล่านั้นไหลผ่านเข้ามาในความรู้สึกของพิมพ์ตะวันทีละคำ... ชัดเจน หนักแน่น และอบอุ่นจนขอบตาร้อนผ่าว หัวใจที่เคยแข็งกระด้างและเชื่อมั่นว่าตัวเองต้องเก่งและแกร่งอยู่เสมอพังทลายลงในพริบตา กำแพงที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองถูกพังทลายลงด้วยคำพูดไม่กี่คำของผู้ชายหน้านิ่งคนนี้
"คุณ..." พิมพ์ตะวันริมฝีปากสั่นระริก หาเสียงของตัวเองไม่เจอ เธอมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนจุกอก คำถามที่เคยมีมากมายมหาศาลมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความจริงข้อเดียวที่เด่นชัดอยู่ตรงหน้า
ธันวาไม่ได้ช่วยเธอเพราะหน้าที่... แต่เขาช่วยเธอเพราะ "ห่วง"
วิศวกรหน้านิ่งคนนี้... คลั่งรักเธอในแบบของเขาเองมาโดยตลอด
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหลอมละลายด้วยความเงียบงันที่มีความหมายนับล้านคำ ธันวาเอื้อมมือหนาขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะตกใจ ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกโดยสิ้นเชิงทำให้พิมพ์ตะวันสะท้านเฮือก เธอนิ่งงัน ปล่อยให้เขากระทำโดยไม่คิดจะถอยหนี
"ทีนี้... เลิกถามคำถามโง่ๆ แล้วเลิกทำตัวเป็นเด็กดื้อสักที พิมพ์ตะวัน" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างเผลอตัว "เพราะถ้าคุณยังมองผมด้วยสายตาแบบนี้... ผมอาจจะอดใจไม่ไหวอย่างที่พูดจริงๆ"
หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นแรงจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายตามฟอร์มของตัวเอง แต่ทว่า—
*กริ๊ก! เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางประตูทางเข้าโซนโครงสร้าง*
"เฮ้ย! ทางนี้มีคนอยู่หรือเปล่าครับ ดึกดื่นมืดค่ำแล้ว ทำไมยังไม่กลับกันอีก!" เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำไซต์งานดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวอย่างฉับพลัน
ธันวาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลับคืนสู่โหมดวิศวกรมาดนิ่งผู้เยือกเย็นดังเดิมในเสี้ยววินาที ขณะที่พิมพ์ตะวันสะดุ้งสุดตัว รีบถอยหลังกวาดสายตาเลิกลั่กเพื่อตั้งสติให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
ทว่า... ในจังหวะที่ธันวากำลังจะหันไปตอบเสียงเรียกนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ก้าวพ้นมุมเสาคอนกรีตเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอกสารในมือที่บ่งบอกว่าบุคคลมาใหม่ไม่ได้บังเอิญผ่านมาแถวนี้
ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อเห็นชัดเจนว่าคนที่เดินเข้ามาในยามวิกาลนี้คือใคร... และสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือคืออะไร
--------------------------------------------------
*ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะครับ*
สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 18
คำถามที่ไร้คำตอบ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!