สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 21

คืนฝนตกกับงานค้างคืน

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
เสียงตะโกนจากชั้นล่างที่แว่วขึ้นมาพร้อมเสียงฝีเท้าเร่งรีบ ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทสถาปนิกถึงกับชะงักงัน พิมพ์ตะวันสะดุ้งเฮือก มือเรียวที่กำลังถือปากกาเขียนแบบอยู่เผลอเกร็งจนแทบหัก ขณะที่ธันวาซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างโต๊ะทำงานหันขวับไปมองที่ประตูทันที "เสียงใครน่ะ..." พิมพ์ตะวันพึมพำ ดวงตากลมโตฉายแววระคนสงสัยปนตกใจ "เสียงไอ้หมวดกรณ์... สารวัตรหนุ่มรุ่นน้องคุณนั่นแหละครับ" ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่กรามหนากลับขบเข้าหากันแน่น ใบหน้าหล่อเหลาติดจะเย็นชาตามวิสัยของวิศวกรหน้านิ่ง แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นประกายความไม่สบอารมณ์พาดผ่านดวงตาคมกริบอย่างรวดเร็ว "คงคิดว่าเราสองคนติดอยู่ในตึกมืด ๆ ตามลำพังแล้วจะเกิดคดีฆาตกรรมหรือไง ถึงได้ส่งเสียงโวยวายซะลั่นตึกขนาดนั้น" "ก็ตึกมันไฟดับตั้งแต่หกโมงเย็น แถมลิฟต์ก็ค้าง บรรยากาศมันให้เสียเมื่อไหร่ล่ะครับคุณธันวา" พิมพ์ตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามฟอร์มสถาปนิกสาวผู้ไม่เคยยอมใคร แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอกก็เถอะ "อีกอย่าง... คนที่ลากฉันให้อยู่เคลียร์แบบโครงสร้างต่อ ทั้งที่กลับบ้านได้ตั้งนานแล้วเนี่ย มันใครกันล่ะคะ" ธันวาหันขวับกลับมามองคนตัวเล็กที่กล้าต่อปากต่อคำ สายตาคมดุจเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานจนพิมพ์ตะวันต้องถอยหลังโดยอัตโนมัติ จนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางโมเดลจำลอง "ผมไม่ได้ลากคุณ... คุณต่างหากที่ดื้อรั้นอยากจะแก้แบบแปลนฐานรากใหม่ให้เสร็จคาคืนนี้เอง" ธันวาโน้มตัวลงมา ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟจางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "หรือว่าคุณกลัว... กลัวว่าถ้าเราอยู่กันสองต่อสองในห้องนี้... บรรยากาศมันจะพาไปมากกว่าเรื่องงาน?" คำพูดจี้จุดพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น ทำเอาพิมพ์ตะวันหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ มือบางยกขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้ แต่ทว่ากล้ามเนื้อแน่นตึงใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มนั้นกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย "เพ้อเจ้ออะไรของคุณธันวา! ถอยไปเลยนะ!" พิมพ์ตะวันเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นที่ทรงพลังเกินกว่าจะสู้ไหว "คุณธันวา! คุณพิมพ์ตะวัน! อยู่ข้างบนหรือเปล่าครับ! ตำรวจมาถึงแล้ว!" เสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งขึ้นบันไดหนีไฟใกล้เข้ามาทุกที ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างขัดเคือง เขายืดตัวตรงขึ้น แต่มือหนาข้างหนึ่งกลับเอื้อมไปคว้าข้อมือบางของพิมพ์ตะวันเอาไว้โดยไม่ยอมปล่อย "ปล่อยนะ คนข้างล่างจะขึ้นมาเห็นอยู่แล้ว" พิมพ์ตะวันกระซิบเสียงดุ พยายามบิดข้อมือออกแต่ไม่เป็นผล "ปล่อยแน่... แต่ไม่ใช่ตอนนี้" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง กระซิบชิดริมหใบหูจนเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งร่าง "จำไว้นะพิมพ์ตะวัน... คืนนี้ยังอีกยาวไกล และเรื่องของเรา... ยังเคลียร์กันไม่จบ" พูดจบ วิศวกรหน้านิ่งก็ผละตัวออกไปยืนรักษาระยะห่างอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ปล่อยให้สถาปนิกสาวค้างเติ่งอยู่กับหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่ง ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของหมวดกรณ์ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอาคาร สีหน้าของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด "คุณพิมพ์ตะวัน! คุณธันวา! ปลอดภัยดีนะครับ?" หมวดกรณ์กวาดสายตามองทั้งคู่ด้วยความระแวง "ผมได้รับแจ้งว่าระบบความปลอดภัยของตึกขัดข้อง แถมไฟดับสนิท เกรงว่าพวกคุณอาจจะตกอยู่ในอันตราย..." "พวกเราสบายดีครับหมวดกรณ์ ขอบคุณที่เป็นห่วง" ธันวาเป็นฝ่ายเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งพิรุธใดๆ ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เพิ่งจะต้อนสถาปนิกสาวจนมุม "พอดีเราสองคนกำลังเร่งเคลียร์แบบโปรเจกต์ใหญ่ให้ทันกำหนดส่งพรุ่งนี้เช้า ก็เลยไม่ได้สังเกตเวลา" พิมพ์ตะวันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา เธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้ามาสมทบ "ใช่ค่ะหมวด ต้องรบกวนคุณตำรวจแย่เลย ดึกดื่นขนาดนี้ยังต้องมาตรวจตึกให้อีก" หมวดกรณ์พยักหน้ารับ แต่สายตายังคงมองสลับระหว่างธันวาและพิมพ์ตะวันด้วยความรู้สึกแปลกๆ เหมือนจับสังเกตอะไรบางอย่างได้จากระยะห่างที่ใกล้ชิดผิดปกติของคนทั้งคู่ "ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ งั้นผมขอตัวเดินตรวจความเรียบร้อยรอบชั้นนี้อีกรอบนะฃครับ เผื่อมีอะไรผิดปกติ" "เชิญตามสบายครับ" ธันวาผายมือสั้นๆ หลังจากหมวดกรณ์และเจ้าหน้าที่เดินแยกย้ายไปตรวจโซนอื่น เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ เงียบหายลงไป บรรยากาศภายในห้องประชุมกลับมาสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบแบบเดิม... มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่พุ่งพล่านจนแทบจะระเบิด พิมพ์ตะวันหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน สายตาของธันวาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "หมดเรื่องแล้ว... คุณจะกลับหรือยังคะ" พิมพ์ตะวันเอ่ยถามเสียงเบา หลบสายตา "กลับ?" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เธออีกครั้งทีละก้าว "งานบนโต๊ะยังเหลือแปลนโครงสร้างชั้นบนสุดที่คุณยังไม่ได้ตรวจทานไม่ใช่เหรอครับ... สถาปนิกคนเก่ง?" "ฉัน... ฉันง่วงแล้ว พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้ค่ะ" "แต่ผมอยากทำคืนนี้" ธันวาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วทำเอาพิมพ์ตะวันนิ่งงัน ราวกับถูกมนต์สะกด "คุณธันวา..." "อยู่ต่อเถอะครับ... พิมพ์ตะวัน" น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนลงอย่างน่าประหลาด ยิ่งทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวจนควบคุมไม่ได้ ทว่า... ก่อนที่พิมพ์ตะวันจะได้เอ่ยคำปฏิเสธหรือยอมจำนนต่อบรรยากาศอันตึงเครียดนี้ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น "ติ๊ง!" พิมพ์ตะวันก้มลงมองหน้าจอที่สว่างวาบในความมืด ชื่อผู้ส่งปรากฏชัดเจนพร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายของเธอเย็นเฉียบลงในพริบตา ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือไม่ใช่เรื่องงานอย่างที่คิด แต่เป็นภาพถ่ายห้องทำงานของเธอในปัจจุบัน... ถ่ายจากมุมมองด้านนอกหน้าต่างกระจกใสของตึกฝั่งตรงข้าม! และที่มุมภาพนั้น... มีเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนมองตรงมายังพวกเขา พร้อมกับข้อความตัวอักษรที่ถูกส่งมาว่า— *"ระวังตัวไว้นะครับ... คนที่พวกคุณกำลังตามหา ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%