สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 2

สมรภูมิในไซต์งาน

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“ใบคำสั่งโยกย้ายออกเป็นทางการแล้วครับ ผู้อำนวยการเซ็นอนุมัติเมื่อสิบนาทีที่แล้ว... ตึกโบราณอายุก็ร่วมร้อยปี โครงสร้างก็เสื่อมโทรมตามกาลเวลา แถมเวลาเตรียมงานก็เหลือแค่สามสัปดาห์ ถ้าพวกคุณสองคนยังมัวแต่ยืนทะเลาะกันเรื่องมุมมองสถาปัตยกรรมกับคานรับน้ำหนัก โปรเจกต์นี้พังคารากūแน่นอนครับ” เสียงของหัวหน้าแผนกดังสะท้อนก้องห้องประชุมที่เงียบสงบ เอกสารแผ่นบางในมือของเขาคือประกาศิตที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตการทำงานของคนทั้งคู่ในพริบตา พิมพ์ตะวันสูดหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว ดวงตากลมโตฉายแววไม่ยอมแพ้ เธอยืนขึ้นเต็มความสูง ชี้นิ้วไปยังเอกสารบนโต๊ะโดยไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ “ให้ย้ายไปลงพื้นที่ตึกร้างย่านพระนครเนี่ยนะคะ... ไม่สิ หมายถึงว่า ทำไมต้องเป็นฉันกับเขาในเมื่อเราสองคนแค่มองหน้ากันอากาศก็เป็นพิษแล้วล่ะคะท่าน” เธอเกือบหลุดคำลงท้ายแบบผู้หญิงทั่วไป แต่ระงับไว้ทันเพราะไม่อยากเสียฟอร์มต่อหน้าผู้ชายหน้านิ่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ธันวาปรายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยหางตา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับเขารู้อย่วงนี้อยู่แล้ว หรือไม่ก็... ไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใดบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น เขายกมือขึ้นกอดอก ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบเย็นชาจนน่าหมั่นไส้ “ผมไม่มีปัญหากับคำสั่งครับ” ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำทุ้มต่ำทรงเสน่ห์แต่แฝงความเย่อหยิ่ง “ตราบใดที่สถาปนิกฝ่ายคุณจะไม่เอาแต่ดีไซน์เพ้อเจ้อแล้วปล่อยให้วิศวกรอย่างผมต้องมาคอยแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างถล่มลงมาทับคนงานทีหลัง ผมว่าเราทำงานร่วมกันได้... สบายมาก” “นี่คุณธันวา! คุณว่าใครเพ้อเจ้อคะ!” พิมพ์ตะวันตบโต๊ะเสียงดังลั่น ดวงตาเรียวสวยวาวโรจน์ด้วยโทสะ “บันไดวนกลางโถงนั่นไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มมันคือความงามทางศิลปะที่สะท้อนประวัติศาสตร์ต่างหาก ถ้าคุณคิดแต่จะเอาเสาปูนซีเมนต์หนาเตอะมารองรับทุกอย่างจนมันดูเหมือน bunkers หลบภัยสงครามโลกครั้งที่สอง คุณก็ไปทำโปรเจกต์คนเดียวเถอะค่ะ!” “ศิลปะที่ไม่มีความปลอดภัยรองรับ มันก็เป็นได้แค่ซากปรักหักพังรอวันพังลงมาทับหัวคนครับคุณพิมพ์ตะวัน” ธันวายืนขึ้นบ้าง ความสูงเกือบร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของเขาทำให้เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยยามสบตาเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ “ถ้าคุณเก่งนัก ทำไมไม่ลองเดินไปดูหน้างานจริงตอนนี้เลยล่ะครับ เผื่อว่าสมองส่วนจินตนาการของคุณจะได้ทำงานร่วมกับโลกความเป็นจริงได้ดีขึ้น” “ไปก็ไปสคะ! เอ๊ย ไปก็ไปครับ!” พิมพ์ตะวันเกือบหลุดปากผิดฟอร์ม เธอกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจที่เผลอหลุดอาการลนลานให้ไอ้คนหน้านิ่งนี่เห็น บรรยากาศในไซต์งานตึกเก่าช่วงบ่ายสองโมงอวลไปด้วยฝุ่นผงและกลิ่นอับของกาลเวลา แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้สักที่ผุพังลงมาตกกระทบลงบนพื้นปูนขัดมันที่กะเทาะจนเห็นเหล็กเส้นขึ้นสนิม พิมพ์ตะวันสวมหมวกนิรภัยสีขาว ใบหน้าสวยเฉี่ยวยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะเหงื่อซึมตามไรผม เธอกำแท็บเล็ตในมือแน่น เดินนำหน้าเข้าไปสำรวจโถงกลางของอาคารอนุรักษ์ที่มีคานไม้โบราณขนาดมหึมาพาดผ่าน “เห็นไหมคะธันวา คานไม้ตรงนี้ยังมีสภาพดีอยู่มาก เราสามารถคงความดั้งเดิมไว้ได้โดยไม่ต้องเสริมเสาเหล็กรับน้ำหนักเพิ่มตรงกลาง แค่ทำความสะอาดและเคลือบน้ำยาป้องกันปลวกก็พอ” เธอบอกพร้อมกับชี้ให้ดูโครงสร้างด้านบน ธันวาเดินตามมาติดๆ มือหนาสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อกั๊กสะท้อนแสง เขาส่ายหน้าช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองรอยแตกบนผนังปูนฉาบและรอยแยกของเนื้อไม้ “คุณใช้สายตาหรือใช้ความรู้สึกวัดครับว่ามันยังดีอยู่” “ฉันใช้ความรู้และประสบการณ์ค่ะ!” “แต่ผมใช้หลักวิศวกรรม” ธันวาขยับเข้าไปใกล้เธอจนแทบชิด แขนแกร่งเอื้อมขึ้นไปแตะที่คานไม้เบาๆ “ลองเคาะดูสิครับ... ฟังเสียงนั้น” *ก๊อกๆ* เสียงทึบตันและกลวงในบางจุดสะท้อนกลับมา “ข้างในมันกลวงเพราะปลวกกินเนื้อไม้ไปเกินครึ่งแล้วครับคุณพิมพ์ตะวัน ถ้าผมปล่อยให้คุณใช้คานตัวนี้รับน้ำหนักพื้นชั้นบนตามแบบที่คุณวาดฝันไว้ อีกไม่เกินสามเดือน ตึกนี้ได้กลายเป็นสุสานชั่วคราวแน่ๆ และคนที่ซวยที่สุดก็คือวิศวกรที่เซ็นอนุมัติแบบอย่างผม” พิมพ์ตะวันนิ่งอึ้ง เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้คานไม้เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง ทว่าด้วยความรีบร้อนและพื้นปูนที่ไม่เรียบ ทำให้ข้อเท้าของเธอพลิกอย่างกะทันหัน! “อุ๊ย!” ร่างบางเสียหลักพุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไร้การทรงตัว พิมพ์ตะวันหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บปวดจากการกระแทกกับพื้นปูนหยาบๆ ทว่า... ความเจ็บปวดนั้นไม่เคยมาถึง วงแขนแข็งแกร่งดั่งคานเหล็กรับน้ำหนักคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอไว้ได้อย่างรวดเร็วดั่งปาฏิหาริย์ แรงเหวี่ยงทำให้ร่างทั้งร่างของพิมพ์ตะวันไถลเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้างของธันวา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายจมูกแทบจะชนกัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ดวงตาคมปลาบของวิศวกรหน้านิ่งกลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่เขาพยายามซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย “Erm... ทีหลังถ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็ควรหาที่เกาะที่ดีกว่าคานไม้นะครับ” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าผิดจากปกติ ทว่ามือที่โอบเอวเธอกลับกระชับแน่นขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย พิมพ์ตะวันหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายและโกรธปนกัน เธอพยายามดันอกแกร่งออก “ปล่อยฉันนะคุณธันวา! ใครใช้ให้คุณมาจับ... อุ๊ย!” ยังไม่ทันที่เธอจะต่อว่าจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงพูดคุยของกลุ่มคนแปลกหน้าก็ดังขึ้นจากโถงทางเข้าด้านล่าง ตามด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อธันวาจากชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบที่เพิ่งก้าวเข้ามาในเขตตึกร้าง “คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ ทางสำนักงานใหญ่โทรมาแจ้งด่วน ว่ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลงผังโครงการใหม่อีกรอบ... และคนที่จะมารับหน้าที่ตรวจแบบร่วมกับเราคือ...” ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อมองข้ามหัวพิมพ์ตะวันไปยังบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มอันตรายที่สลักอยู่บนใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป... --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ดรากอนไรเดอร์" เสมอมานะครับ!
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%