สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 1

แบบร่างที่ถูกฉีกทิ้ง

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
"ถ้าคุณคิดว่างานชิ้นนี้คือ 'สถาปัตยกรรม' งั้นป่าช้าท้ายซอยก็คงเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซเหมือนกันสินะครับ คุณพิมพ์ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำที่ราบเรียบราวน์น้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น ท่าوَะความเงียบกริบในห้องประชุมใหญ่ โครงสร้างกระจกใสบานยักษ์สะท้อนภาพท้องฟ้ายามบ่ายของกรุงเทพฯ ที่อึมครึม แต่นั่นยังไม่น่าอึดอัดเท่ากับบรรยากาศรอบตัวของ 'ธันวา' วิศวกรโครงสร้างหน้านิ่งประจำบริษัท ที่ตอนนี้กำลังใช้นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนกระดาษพิมพ์เขียวแผ่นโตเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังเคาะโลงศพฝังความมั่นใจทั้งหมดของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พิมพ์ตะวันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ เธอเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด—ประเภทที่ใช้ตัวเลขและความแข็งกระด้างของเหล็กคอนกรีตมาทำลายความงดงามของเส้นสายและจิตวิญญาณแห่งการออกแบบ "มันคือความตั้งใจที่จะฉีกกรอบเดิมๆ ค่ะ... อ้อ ขอโทษที พอดีฉันติดปากน่ะครับ" พิมพ์ตะวันจงใจเน้นเสียงคำสรรพนามท้ายประโยคเพื่อกระแทกกระทั้นความกวนประสาทของอีกฝ่ายกลับไป "คุณธันวาคงยุ่งอยู่กับการคำนวณคานรับน้ำหนักจนลืมไปแล้วกระมังครับ ว่าตึกหลังนี้มนุษย์ต้องเข้าไปอยู่ ไม่ใช่ไซโลเก็บปูนซีเมนต์" เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นจากทีมงานฝ่ายอื่นที่นั่งร่วมโต๊ะ ทุกคนต่างรู้กิตติศัพท์ดีว่า 'สงครามเย็น' ระหว่างหัวหน้าสถาปนิกตัวแม่กับหัวหน้าวิศวกรหน้านิ่งนั้นดุเดือดแค่ไหน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าการประชุมสรุปแบบร่างโครงการแรกของปี จะเปิดฉากด้วยการนองเลือดทางวาจาที่รุนแรงขนาดนี้ ธันวาไม่ได้โกรธ หรืออย่างน้อยเขาก็เก่งกาจมากในการซ่อนมันไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย วิศวกรหนุ่มปรายตามองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนจะหยิบปากกาหมึกซึมสีดำราคาแพงขึ้นมา วาดเส้นกากบาทสีดำทับลงบนมุมซ้ายของแบบแปลนที่เธอนอนดึกติดต่อกันสามคืนเพื่อปั่นมันออกมา *แควก!* เสียงปลายปากกากดทับลงบนกระดาษจนขาดวิ่น รุนแรงราวกับตั้งใจจะกรีดแทงลงบนความรู้สึกของคนออกแบบโดยตรง พิมพ์ตะวันสะดุ้งเฮือก มือเรียวที่กำปากกาในมือสั่นระริกด้วยความโกรธ ความเหนื่อยล้า และความเสียดายที่ตีรวนขึ้นมาจุกอก "คุณทำบ้าอะไรของคุณ!" พิมพ์ตะวันทุบมือลงบนโต๊ะประชุมเสียงดังลั่น เด้งตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาดุดันจ้องมองชายหนุ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "นั่นคือดีไซน์กระจกโค้งรับแสงธรรมชาติที่คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันคือจุดขายของโปรเจกต์นี้!" "จุดขายที่พร้อมจะถล่มลงมาทับหัวคนซื้อบ้านได้ในแผ่นดินไหวระดับห้าริกเตอร์น่ะเหรอครับ?" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพเธอยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ไร้คลื่นอารมณ์ จนน่าโมโห "ผมถูกจ้างมาเพื่อความปลอดภัยของโครงการ ไม่ใช่มานั่งชื่นชมจินตนาการเพ้อเจ้อของเด็กจบใหม่ที่ยังแยกความจริงกับความฝันไม่ออก" *เด็กจบใหม่เหรอ? เธออายุเท่าเขานะโว้ย!* พิมพ์ตะวันอยากจะกรี๊ดใส่หน้าหล่อๆ นั่นให้แก้วหูแตก ถ้าไม่ติดว่าศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่ เธอกัดฟันกรอด อกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หอบกระชั้น "ถ้าคิดว่าฉันเพ้อเจ้อนัก ทำไมตอนส่งดราฟท์แรกเมื่อวานคุณถึงไม่เซ็นอนุมัติมาล่ะคะ! อ้อ... หรือว่าสมองอันปราดเปรื่องของวิศวกรใหญ่ ประมวลผลช้ากว่าตรรกะของคนธรรมดา เลยเพิ่งมาฉลาดเอาตอนอยู่ในห้องประชุมนี้!" ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยการขึ้นเสียงเหมือนเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อสูทเม็ดบนออกช้าๆ ท่าทางสุขุมเยือกเย็นนั้นยิ่งทำให้พิมพ์ตะวันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกที่กำลังเต้นเร้นอยู่ท่ามกลางความสงบของเขา "ผมไม่อนุมัติ... เพราะผมอยากเห็นว่าคุณจะแก้ตัวยังไง" ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตาที่มองตรงมากลับมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะคาดเดา "แต่ดูเหมือนว่านอกจากปากจะเก่งแล้ว คุณก็ยังไม่มีปัญญาเสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการยืนเถียงผมสินะครับ" "คุณ...!" "การประชุมจบแค่นี้" ธันวาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รูปร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดสูทเนี๊ยบทำให้เขาดูคุกคามคนตรงหน้าโดยอัตโนมัติ "แก้แบบตรงจุดที่ผมกากบาทมาให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้า หวังว่าคุณคงไม่ใช้เวลาไปกับการนอนร้องไห้จนลืมทำงานหรอกนะครับ" พูดจบ ธันวาก็กวาดเอกสารบนโต๊ะเข้าแฟ้มอย่างเป็นระเบียบ แล้วหมุนตัวก้าวเดินออกไปจากห้องประชุมโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเธออีกเป็นครั้งที่สอง ทิ้งให้พิมพ์ตะวันยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ น้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอเบ้า แต่มันถูกกลืนกลับลงไปด้วยความดื้อรั้น *ไอ้บ้า... ไอ้ผู้ชายหน้าตายคนนี้ สักวันฉันจะทำให้เอร์ต่องกราบขอโทษแบบแปลนนี้ให้ได้!* เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากตึกสูงรอบข้างสาดส่องเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงบ พิมพ์ตะวันนั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน กองแบบแปลนที่ถูกขยำและแก้จนเละเทะกระจัดกระจายอยู่รอบตัว ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมจนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อแก้ไขโครงสร้างตามที่ชายหนุ่มใจร้ายคนนั้นสั่ง ทว่าจังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบไม้บรรทัดสเกล กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟดำคั่วเข้ม พร้อมกับกระป๋องกาแฟกระป๋องหนึ่งก็ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ พิมพ์ตะวันชะงัก เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ควรจะกลับบ้านไปตั้งแต่สองชั่วโมงก่อน กลับยืนซ้อนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเธอในระยะประชิด เสื้อเชิร์ตสีขาวถูกพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามวิชาชีพ ธันวาก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ จนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกแผ่วเบา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้เย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนในห้องประชุมอีกต่อไป แต่มันกลับฉายแววอ่อนโยนบางเบาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความดุ "กาแฟ... กันง่วง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ไม่หลงเหลือเค้าลางความกวนประสาทเมื่อตอนกลางวันเลยแม้แต่น้อย "แล้วก็... ตรงคานรับน้ำหนักที่คุณแก้เมื่อกี้... ผิดสเกลไปสองเซนติเมตร ถ้าไม่อยากให้ตึกถล่มจริงๆ พรุ่งนี้เช้าแก้ซะ... ด้วยความหวังดี" พิมพ์ตะวันเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาแตะเบาๆ ลงบนกระดาษตรงจุดที่เธอนั่งแก้ เพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดใกล้ๆ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของเธออย่างจัง สร้างความปั่นป่วนในท้องขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ธันวาลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีระเรื่อด้วยความตกใจ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามดึงสติแล้วผละตัวถอยหลังกลับไปตั้งหลักอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ความอดทนที่เขาสั่งสมมาตลอดทั้งวันจะพังทลายลงต่อหน้าเธอ "อย่ามองผมแบบนั้น... ผมแค่ไม่อยากทำงานกับคนซุ่มซ่าม" ธันวาเอ่ยเสียงแข็งกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในแววตา พร้อมกับหมุนตัวเตรียมก้าวเดินหนีออกจากห้องไป "เดี๋ยวก่อนค่ะ...!" พิมพ์ตะวันร้องเรียกชื่อเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ธันวาชะงักฝีเท้า แต่ยังไม่หันกลับมามอง ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบกำลังโรยตัวลงมาอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกคนก็ดังขึ้นก้องโถงทางเดิน พร้อมกับประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเปิดผางอย่างแรงโดยไม่เคาะขออนุญาต ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทหรูผู้เป็นประธานบริหารก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งธันวาและพิมพ์ตะวันต้องหน้าถอดสี "อ้าว ธันวา พิมพ์ตะวัน... ยังอยู่กันทั้งคู่เลยเหรอ ดีเลย พอดีผมมีข่าวใหญ่จะประกาศ... เรื่องคำสั่งโยกย้ายโปรเจกต์ด่วนที่สุด!" ...โปรดติดตามตอนต่อไป... --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาเปิดฉากแรกกับความสัมพันธ์ที่ชวนลุ้นระทึกนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%