"ถ้าคุณยังดึงดันจะก้าวเท้าเข้าไปตรงนั้นอีกแค่ก้าวเดียว ผมรับรองว่าเราจะได้ฝังร่างกลายเป็นซากอารยธรรมคู่กับตึกร้างนี่จริงๆ นะครับ คุณพิมพ์ตะวัน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มักจะเรียบสนิทจนเกือบจะเย็นชาในยามปกติ ทว่าในวินาทีนี้กลับเจือไปด้วยกระแสความตึงเครียดอย่างชัดเจน มือหนาของธันวาคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกเรียวของสถาปนิกสาว แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำให้เจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะฉุดรั้งร่างบางให้หยุดชะงักจากการก้าวลงไปบนพื้นปูนที่กำลังแอ่นตัวโค้งลงอย่างน่ากลัว
ฝุ่นปูนสีเทาคลุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลังเสียงลั่นเปรี๊ยะของคานคอนกรีตเสริมเหล็กอายุร่วมสี่สิบปีดังสนั่นหวั่นไหว แรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ทำให้แผ่นฝ้าเพดานด้านบนร่วงกราวลงมาปิดกั้นเส้นทางเดินหลักระหว่างโซนAและโซนBของอาคารพาณิชย์เก่าแก่แห่งนี้จนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษปูนและเหล็กเส้นขึ้นสนิมที่ห้อยต่องแต่งราวกับฟันผุๆ ของอสุรกาย
พิมพ์ตะวันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวกระหน่ำจนแทบจะกระกระสนหลุดออกมานอกอก แต่ศักดิ์ศรีของสถาปนิกผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ความมักง่ายของใครหน้าไหน ทำให้เธอยังคงเชิดหน้าขึ้น แม้ใบหน้าเนียนใสจะเปื้อนคราบฝุ่นสีเทาและหยาดเหงื่อจนมอมแมมไปบ้างก็ตาม
"ปล่อยค่ะ... เอ้ย! ปล่อยได้แล้ว ฉันยืนอยู่ตรงนี้ได้น่า คุณไม่ต้องมาออกคำสั่ง" พิมพ์ตะวันเกือบเผลอหลุดเสียงแข็งใส่ แต่เพราะหางตาเหลือบไปเห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ลามเลื้อยบนผนังอิฐมอญใกล้ตัว เธอจึงกลืนคำพูดพยศอื่นๆ กลับลงคอไปอย่างจำใจ
ธันวาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง เป็นลมหายใจที่เต็มไปด้วยความระอาปนระคนโล่งอก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตา (ที่ตอนนี้เอียงกระفงเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่) จ้องมองคนปากแข็งตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีรอยร้าวเหมือนผนังตึกนี้หรือไง" เธออดไม่ได้ที่จะสวนกลับตามนิสัย เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหนแถมยังจ้องเธอนิ่งนานเกินความจำเป็น
"เปล่าครับ... ผมแค่กำลังสำรวจดูว่าสมองส่วนที่ใช้ประมวลผลเรื่องความปลอดภัยของคุณ มันหายไปพร้อมกับแรงสั่นเมื่อกี้ หรือว่ามันไม่มีตั้งแต่ตอนเซ็นสัญญาเข้ามาตรวจหน้างานนี้กันแน่"
คมคายและบาดลึก ธันวาเลือกใช้ถ้อยคำที่ทำให้คนฟังอยากจะหยิบแปลนตึกฟาดหน้าเขาสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ แต่ในสถานการณ์คับขันที่รอบด้านถูกปิดตายด้วยซากปรักหักพัง พิมพ์ตะวันรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับวิศวกรหน้านิ่งคนนี้มีแต่จะเปลืองพลังงานเปล่าๆ
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบตัว แสงสว่างจากภายนอกลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดที่แตกละเอียดเข้ามาได้เพียงน้อยนิด บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างจึงสลัวรางและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของความทรุดโทรม เสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก ยิ่งขับเน้นให้ความเงียบงันภายในซากตึกนี้น่าอึดอัดเป็นทวีคูณ
"สัญญาณโทรศัพท์ล่ะคะ เป็นยังไงบ้าง" เธอยอมลดทิฐิลงเอާމถามเสียงเบาลง ขณะล้วงมือหยิบสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อกั๊กขึ้นมาพลิกดูหน้าจอที่มืดสนิทไร้สัญญาณโดยสิ้นเชิง
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามทันที เขายกโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาดูเช่นกัน ก่อนจะกดล็อกหน้าจอแล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างใจAเย็น ชายหนุ่มกวาดสายตาสํารวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็วและแม่นยำตามสัญชาตญาณของวิศวกรโครงสร้าง
"เป็นศูนย์ครับ เสาสัญญาณแถวนี้คงล่มเพราะหม้อแปลงระเบิดจากแรงสั่นเมื่อกี้ และที่สำคัญ..." ธันวาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองซากคอนกรีตชิ้นมหึมาที่พังถล่มลงมาขวางบันไดหนีไฟทางเดียวของชั้นนี้ "ทางลงที่เราขึ้นมาเมื่อครู่ ถูกบล็อกสนิทแล้ว"
คำว่า 'ถูกบล็อกสนิท' ทำเอาอุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดฮวบลงทันที พิมพ์ตะวันก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังปูนเย็นเฉียบ ความตระหนกวาบขึ้นในดวงตากลมโตชั่วขณะ แม้เธอจะเป็นคนใจกล้าและลุยงานสนามมานักต่อนัก แต่การติดแหง็กอยู่กับผู้ชายที่เกลียดขี้หน้า (แต่ดันใจเต้นแรงทุกทีที่เข้าใกล้) ในตึกร้างที่เสี่ยงต่อการพังถล่มซ้ำสอง มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ใครอยากจะเจอในบ่ายวันอังคารแบบนี้เลย
"หมายความว่า... เราติดอยู่ข้างบนนี้เหรอคะ" เสียงของเธอแผ่วลงไปถนัดตา
"ครับ... จนกว่าทีมกู้ภัยจะเคลียร์เส้นทางด้านล่างได้ ซึ่งจากสภาพการจราจรและซากตึกภายนอก อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาอีกสักสองสามชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ" ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังรายงานความคืบหน้าของโปรเจกต์ก่อสร้าง ไม่ใช่การติดอยู่ในตึกเสี่ยงตายกับผู้หญิงคนหนึ่ง
ชายหนุ่มขยับตัวเดินสำรวจโครงสร้างเสาใกล้ๆ ใช้มือปัดเศษฝุ่นออกแล้วเคาะตรวจความหนาแน่นเพื่อความแน่ใจ ท่าทีที่สุขุมและเป็นมืออาชีพของเขาเผลอทำให้ความตื่นตระหนกในใจของพิมพ์ตะวันสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เธอมองตามแผ่นหลังกว้างที่ภายใต้เสื้อเชิตพับแขนและเสื้อกั๊กวิศวกรนั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสมส่วน ยามที่เขาขยับตัวทำงานด้วยความจริงจัง ความเย่อหยิ่งเย็นชาที่เขาชอบแสดงออกมักจะถูกแทนที่ด้วยความน่าเชื่อถือเสมอ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พิมพ์ตะวันเผลอใจสั่นทุกที... แม้เธอจะพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่อะดรีนาลีนจากความกลัวก็ตาม
"ยืนนิ่งทำไมล่ะครับ ตรงนั้นปลอดภัยชั่วคราวก็จริง แต่ถ้าไม่อยากให้ฝุ่นเข้าปอดจนปอดพังไปซะก่อน หาที่นั่งรอดีๆ เถอะครับ" ธันวาหันกลับมาเอ่ยปาก พร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตตัวนอกของตัวเองออกอย่างไร้ความลังเล แล้วก้าวเข้ามาใกล้เธอในระยะประชิด
พิมพ์ตะวันผถะถอยหลังด้วยความตกใจ "คุณจะทำอะไร..."
ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า ร่างสูงใหญ่บังแสงสลัวจากหน้าต่างจนเงาของเขาทาบทับร่างบางเอาไว้ทั้งหมด ชายหนุ่มก้มลงวางเสื้อแจ็คเก็ตเนื้อหนาลงบนลังไม้เก่าที่พอจะปัดฝุ่นออกได้บ้าง ใกล้กับผนังโซนที่แข็งแรงที่สุด
"นั่งลงตรงนี้ครับ" เขาสั่งเสียงนิ่ง แต่แววตาที่มองมากลับมีความอ่อนโยนวับวามผ่านความมืดจนน่าใจหาย "สภาพคุณตอนนี้ดูไม่จืดเลยนะ คุณสถาปนิก"
"ปากเสีย..." พิมพ์ตะวันพึมพำเบาๆ แต่ก็ยอมหย่อนตัวลงนั่งตามที่เขาสั่ง เพราะเรียวขาเริ่มสั่นพับด้วยความเหนื่อยล้าและแรงกดดันที่สะสมมาทั้งวัน
ธันวาหยิบขวดน้ำดื่มในกระเป๋าเป้ของตัวเองออกมา เปิดฝาแล้วยื่นส่งให้เธอ มือหนาเผลอสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวที่เย็นเฉียบโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาทำให้พิมพ์ตะวันสะดุ้งเล็กน้อย รีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก
ธันวาชะงักไปนิด เขามองค้อนขวิดบนใบหน้ามอมแมมของหญิงสาว มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง
"กลัวผม หรือกลัวตึกจะถล่มมากกว่ากันแน่ครับเนี่ย" น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่เล็กน้อย ถูกส่งผ่านมาในความเงียบ
"ฉันไม่ได้กลัว... แค่... แค่ไม่อยากตายในที่อับอากาศแคบๆ กับคนปากจัดอย่างคุณก็เท่านั้นแหละค่ะ" พิมพ์ตะวันเชิดหน้าเถียง รับขวดน้ำมาถือไว้แต่ยังไม่ยอมดื่ม
ธันวาไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด เขาหย่อนกายลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ เพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ความใกล้ชิดในระยะที่ห่างกันเพียงคืบ ทำให้กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นจางๆ จากตัวเขาลอยเข้า 1ะจมูกของหญิงสาวอย่างเลี่ยงไม่ได้ หัวใจที่เพิ่งจะสงบลง กลับมาเต้นรัวกระหน่ำอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง
ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ เนิ่นนาน... จนบรรยากาศรอบกายคล้ายจะหลอมละลายเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่
"ถ้าเกิดตึกมันถล่มลงมาจริงๆ..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าใจหาย ประโยคต่อมาถูกกลืนหายไปชั่วขณะเมื่อเขากลืนน้ำคอลงคออย่างยากลำบาก
พิมพ์ตะวันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ หัวใจกระตุกวูบ "อะไรของคุณ อยู่ๆ ก็พูดจาอัปมงคล"
ธันวาเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นปัดเศษฝุ่นออกจากเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของเธออย่างเบามือสัมผัสที่แผ่วเบาและทะนุถนอมผิดวิสัย ทำให้พิมพ์ตะวันแข็งค้างไปทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
"ผมอยากบอกคุณไว้อย่างหนึ่ง..." ธันวาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนที่เปื้อนฝุ่น "ก่อนที่ผมจะยอมให้ซากตึกนี่ทับเราจนแบนราบ..."
ชายหนุ่มหยุดเว้นจังหวะ สายตาคมกริบทอดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาเธอนิ่งสนิท
"...ผมจะไม่ยอมให้คุณตายก่อนที่ผมจะได้เคลียร์เรื่องที่เราเถียงค้างกันไว้เมื่อเช้าเด็ดขาด และ..."
เสียงทุ้มต่ำหยุดชะงักลงกะทันหัน เมื่อจู่ๆ พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็เกิดอาการทรวตัวฮวบลงอีกครั้งอย่างแรง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องจากโครงสร้างหลักที่รับน้ำหนักไม่ไหว!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของดรากอนไรเดอร์นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 6
ติดอยู่ในซาก
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!