เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 23

ร่องรอยของความหลัง

ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและดินปืนคละคลุ้งอวลอยู่ในความมืด ทว่าสิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่ากลับไม่ใช่กลิ่นเหล่านั้น หากเป็นไออุ่นจากแผ่นอกกว้างที่แนบชิดอยู่เบื้องหลัง แรงกระแทกจากการพุ่งตัวเมื่อครู่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกVก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่ากระสุนนัดเมื่อครู่ คือวงแขนแข็งแรงที่โอบรัดรอบเอวผมไว้แน่นราวกับคีมเหล็กของช่างตีทอง "ริน... ลืมตาขึ้นมาครับ คุณปลอดภัยแล้ว" เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือความเย่อหยิ่งและดุอยู่เสมอในยามปกติ บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ศิลาซ่อนใบหน้าคมคายไว้ที่ซอกคอของผม ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง ผมกะพริบตาไล่ความมึนงง ปลายกระสุนที่เฉียดผ่านไหล่ไปเมื่อเสี้ยววินาทีก่อนฝังรอยไหม้เกรียมไว้ที่ผนังปูนด้านหลัง เป็นเครื่องเตือนใจว่าความตายเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวงตา ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหันไปมองสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ แว่นตาเลนส์ใสของเขาหลุดร่วงอยู่บนพื้น เศษฝุ่นปูนโปรยปรายลงมาคล้ายหิมะสีเทา ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นไม่มีความเยือกเย็นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหวาดกลัวระคนโล่งอกที่สะท้อนอยู่ในความมืด จนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "คุณ... บ้าหรือเปล่าศิลา" ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก "ถ้ากระสุนนัดนั้นมันเฉียดต่ำลงมาอีกแค่เซนติเมตรเดียว คุณก็กลายเป็นศพไปแล้วนะ!" "แล้วจะให้ผมยืนมองคุณโดนยิงหรือไงครับ" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขากลับมาแข็งกร้าวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวเมื่อครู่ มือหนาบีบหัวไหล่ผมแน่นขึ้นราวกับต้องการย้ำว่าผมยังมีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆ "ปากดีไม่เข้าเรื่อง... ถ้าคุณตายใครจะมาคอยเถียงผมเรื่องแปลนบ้านงี่เง่าของคุณล่ะ" คำพูดปากร้ายที่คุ้นเคยทำเอาผมอยากจะยกเท้าขึ้นยันอกเขาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดตรงที่แววตาคู่คมที่มองมามันฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังตื่นตระหนกแค่ไหน รินรดาคนนี้ถึงได้ยอมกลืนคำด่าทั้งหมดลงท้อง ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงหยดน้ำที่ดังติ๋งๆ จากเพดานรั่วไหล ศิลาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เขายื่นมือหนามาตรงหน้าผม แม้ปลายนิ้วจะยังมีอาการสั่นเทราบ้างเล็กน้อย แต่ความหนักแน่นยามที่เขาฉุดดึงร่างผมให้ลุกขึ้นยืนเคียงข้างนั้นยังคงเดิม สายตาของสถาปนิกหนุ่มกวาดมองไปรอบห้องโถงกว้างที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้อีกครั้ง ท่ามกลางแสงสลัวจากดวงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานแตก ตึกหลังนี้ไม่ได้ถูกทิ้งร้างเพราะพิษเศรษฐกิจ หรือเพราะความผุพังตามกาลเวลาอย่างที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เคยรายงานไว้ในเอกสารประมูล... ความจริงมันโหดร้ายและดำมืดกว่านั้นมาก "รอยกระสุนเมื่อครู่มาจากมุมตึกฝั่งตะวันตก" ศิลาพึมพำ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจังและเฉียบคมดั่งเหล็กกล้า สายตาจดจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้า "คนที่ยิงไม่ใช่โจรปล้นทรัพย์กระจอกๆ แต่มันเป็นมืออาชีพ... และมันกำลังพยายามปกปิดความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ตึกหลังนี้" ผมใช้หลังมือปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของศิลาที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สันจมูกโด่งเป็นสันคมและกรามที่ขบเข้าหากันแน่นบ่งบอกว่าเขากลังโกรธ—โกรธที่ตัวเองเกือบปกป้องผมไม่ได้ และโกรธที่ความลับของอาคารนี้กำลังเล่นตลกกับชีวิตของพวกเรา "ความลับอะไรที่คุณกำลังหาอยู่กันแน่ ศิลา" ผมเอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงจริงจังขึ้นจนอีกฝ่ายต้องหันมามอง "คุณยอมรับงานรีโนเวทตึกผีสิงนี่ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเสี่ยง และตอนนี้ยังมีคนมาคอยไล่ฆ่าพวกเราอีก... เลิกปิดบังผมได้แล้ว ถ้าเรายังต้องทำงานร่วมกันต่อ คุณต้องพูดความจริง" ศิลาชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับแบกรับน้ำหนักของอดีตที่หนักอึ้งไว้บนบ่า "คุณอยากรู้ใช่ไหมครับว่าทำไมตึกนี้ถึงไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์... ทำไมคนงานยุค 90 ถึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนเดียว" ศิลาหันมาสบตาผมตรงๆ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจังจนบรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นถนัดตา "เพราะที่นี่... เคยเป็นเซฟเฮาส์ลับของการทดลองทางเคมีที่ผิดกฎหมาย และคนที่เซ็นอนุมัติโครงการนั้น..." เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ประโยคถัดมาถูกกลืนหายไปเมื่อศิลาเบือนหน้าหนี ทว่าความเจ็บปวดที่ฉายชัดในแววตาของสถาปนิกผู้เจ้าระเบียบกลับบาดลึกเข้ามาในใจผมอย่างประหลาด "คือพ่อของผมเองครับ" ประโยคสารภาพนั้นร่วงหล่นลงกลางความเงียบงัน ราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ตอกลงบนทั่งจนสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ปมในอดีตที่ศิลาเก็บงำมาตลอดชีวิตถูกคลี่คลายออกมาในสถานการณ์ที่เฉียดตาย และก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากบันไดวนด้านนอก—ฝีเท้าที่ไม่ได้มีแค่คู่เดียว และมันกำลังมุ่งตรงมายังห้องโถงที่พวกเรายืนอยู่! ศิลาคว้าแขนผมกระชากเข้าไปหลบหลังเสาปูนเปลือยทันที ดวงตาทั้งสองข้างหรี่ลงอย่างใช้ความคิด มือขวาของเขาสอดเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์วิกฤต ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูเหล็กขึ้นสนิมที่ควรจะถูกล็อกตายกลับถูกถีบจนกระเด็นหลุดจากบานพับด้วยแรงมหาศาล! ร่างของชายชุดดำสามคนก้าวเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แสงไฟฉายสודส่องกวาดไปทั่วห้อง และก่อนที่ปลายกระบอกปืนจะหันมาทางเสาที่พวกเราซ่อนอยู่ มือหนาของศิลาก็เอื้อมมาปิดปากผมไว้แน่น แนบชิดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของกันและกัน ทว่า... ท่ามกลางความตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าของใครอีกคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังขึ้นก้องกังวานในความมืด และคำพูดประโยคเดียวที่ทำเอาเลือดในกายของศิลากลายเป็นน้ำแข็ง "เก่งมาก... ลูกชายตัวดีของฉัน นึกไม่ถึงเลยว่าแกจะตามกลิ่นเลือดมาจนถึงที่นี่ได้" - แบล็กสมิธในตำนาน -
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%